นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อติดตามและรับฟังปัญหาผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยพบปัญหา ราคาผลไม้ตกต่ำ การขนส่งล่าช้า การตรวจสอบและคุมเข้มจากประเทศคู่ค้า และต้องการหาตลาดส่งออกเพิ่ม ในภาพรวมผลไม้ต่าง ๆ พบว่ามีแนวโน้มผลผลิตล้นตลาด นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการและมอบหมายกระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เข้ามารับซื้อผลผลิต เพื่อช่วยพยุงราคาและป้องกันไม่ให้สินค้าเน่าเสีย แก้ปัญหาความล่าช้าในการส่งสินค้าให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบ One Stop Service เพื่อให้สามารถดำเนินการทุกขั้นตอนได้จบในจุดเดียว แต่ขอให้เกษตรกรรักษามาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย เพราะชาวสวนทั้งหมดเป็นผู้ทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมหาศาล การส่งออกมีคุณภาพ ก็เป็นชื่อเสียงที่ดีให้ประเทศไทยด้วย โดยรัฐบาลจะเร่งพัฒนาการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้ “เชิญชวนคนไทยทานผลไม้ไทย เพื่อช่วยกันส่งเสริมผลไม้ไทย”
รายละเอียด
(17 พ.ค. 68) เวลา 10.45 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตและผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้
ในพื้นที่ภาคตะวันออกและแนวทางการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ โดยมี นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายงานถึงสถานการณ์ผลผลิตของจังหวัดว่า จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพและเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีผลผลิตเพื่อการส่งออกจำนวนมากนำรายได้เข้าสู่ประเทศและภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง
โดยมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด ที่ผ่านมาจังหวัดได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการผลไม้ให้มีคุณภาพ และยกระดับผลไม้ของจังหวัดจันทบุรีให้เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นจันทบุรีโมเดลซึ่งเป็นการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน ในการสร้างมาตรฐานเพื่อควบคุมรักษาคุณภาพของผลผลิตในจังหวัด โดยในปีการผลิต 2567 จังหวัดมีผลผลิตทุเรียนทั้งสิ้น 448,692 ตัน มูลค่าถึง 67,300 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศถึงร้อยละ 75 จำหน่ายในประเทศร้อยละ 15 แปรรูปเพียงร้อยละ 10 สำหรับตลาดต่างประเทศที่สำคัญคือส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนมากถึงร้อยละ 97.5 ฮ่องกง ร้อยละ 1.27 เกาหลีใต้ ร้อยละ 0.26 และอื่น ๆ อีกร้อยละ 0.97 ปัจจุบันฤดูกาลผลิตปี 2568 จังหวัดจันทบุรีมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั้งสิ้น 469,721 ไร่ มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนขึ้นทะเบียน 22,266 ราย มีโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองถึง 734 โรง คาดการณ์ปริมาณผลผลิตปีนี้ 575,611 ตัน มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 324,750 ตัน คิดเป็นร้อยละ 56.42 มูลค่าทั้งสิ้น 38,970 ล้านบาท
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้รับฟังปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตและผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยตัวแทนเกษตรกรชาวจังหวัดจันทบุรีได้นำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวสวนทุเรียนในปัจจุบัน รวมทั้งข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความต้องการของเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของผลไม้ไทย รวมถึงหาตลาดใหม่เพิ่มเติมนอกเหนือจากตลาดจีน เช่น ยุโรป และรักษาผู้ประกอบการส่งออกที่ดีไว้ พร้อมทั้งเสนอให้บังคับใช้กฎหมายควบคุมการจำหน่ายทุเรียนอ่อนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาออกกฎระเบียบเพิ่มเติม หรือมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ดำเนินการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด รวมถึงระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ ยังประสบปัญหาในขั้นตอนการผ่านด่านศุลกากร ซึ่งส่งผลให้การขนส่งล่าช้า ขอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศคู่ค้า เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ทุเรียนของไทยสามารถขนส่งถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ชาวต่างชาติ ให้มาลงทุนในการส่งออกผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มากขึ้น ไปพร้อม ๆ กับการรักษาผู้ประกอบการกลุ่มเดิม ทั้งชาวไทย และชาวจีนให้ยังอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอยากให้โปรโมททุเรียนไทยและผลไม้ไทยชนิดอื่น ๆ ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศจีน โดยการนำอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ที่ชาวจีนชื่นชอบ อย่าง “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า แบล็กพิงก์ ช่วยโปรโมทผลไม้ไทยไปยังผู้บริโภคชาวจีนโดยตรงก็จะเป็นผลดีต่อผลไม้ของไทยอย่างยิ่ง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เบื้องต้นภาพรวมผลไม้ต่าง ๆ พบว่ามีแนวโน้มผลผลิตล้นตลาด รัฐบาลได้เร่งประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เข้ามารับซื้อผลผลิตเพื่อช่วยพยุงราคาและป้องกันไม่ให้สินค้าเน่าเสีย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว รัฐบาลเร่งพัฒนาการวิจัย (R&D) (Research and Development) ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านมีการวิจัยที่ดี และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการด้านการวิจัยเพิ่มเติมในทุกผลิตภัณฑ์ส่งออกของไทย เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ส่วนปัญหาการความล่าช้าในการผ่านด่านส่งออก รัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อลดระยะเวลาให้สั้นที่สุด ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการด้านเอกสารให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น โดยจะดำเนินการในรูปแบบ One Stop Service เพื่อให้สามารถดำเนินการทุกขั้นตอนได้จบในจุดเดียว และสามารถส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ส่วนของมาตรการควบคุมคุณภาพ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะเพื่อกำหนดแนวทางการควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ชัดเจน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผู้ประสานงานหลัก เพื่อให้เกิดการหารือร่วมกันในพื้นที่ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการล้ง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในเรื่องของมาตรฐานคุณภาพและราคารับซื้อ
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชมนิทรรศการสถานการณ์การผลิตผลไม้ของจังหวัดจันทบุรีและภาคตะวันออกและการนำเสนอการใช้เทคโนโลยีการเกษตร ที่มีการใช้โดรนในพื้นที่สวนรักตะวัน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และนายกรัฐมนตรีได้ทำการปลูกต้นทุเรียนหมอนทอง ปลูกคู่กับต้นทุเรียนของ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยที่ได้ปลูกต้นทุเรียนในโอกาสมาศึกษาดูงานที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565
หนุนการขับเคลื่อนโครงการ Thai SELECT ชวนทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรม Thai Fruits Festival
เวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ เยี่ยมชมบูธผลไม้ตามฤดูกาลและผลไม้แปรรูปและร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมาย Thai SELECT (เครื่องหมายที่มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่มี วิธีการปรุงอาหารไทย ใช้วัตถุดิบ และเครื่องปรุงอาหารไทย และการบริการ ที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของความเป็นไทยได้อย่างเหมาะสม) และร่วมกิจกรรมรณรงค์การรับประทานผลไม้ไทยตามฤดูกาล โดยนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมมอบป้ายตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แก่ร้านอาหารไทยในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 3 ราย ได้แก่ 1) ครัวมณีจันทร์ ที่นำเสนอ มัสมั่นทุเรียน ยำสลัดสุมาลี และทุเรียนเชื่อม 2) ร้านจันทรโภชนา สาขามหาราช ที่นำเสนอ แกงเผ็ดเป็ดย่างเงาะ ยำมังคุด ผัดกระวานปลากระพง ส้มตำทุเรียน และ 3) ร้านรัตนะบุรี นำเสนอ ข้าวเหนียวทุเรียน หมูชะมวงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดอาหารพื้นบ้านอันดับ 1 ของจังหวัดจันทบุรี
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งจังหวัดจันทบุรีมีวิธีการปรุงอาหารให้ได้รสชาติออกมาแบบไทยแท้ ๆ นอกจากนี้ ยังได้ลองชิมอาหารที่นำเอาผลไม้ของดีของอร่อย
ภาคตะวันออก มาประกอบการปรุงอาหารให้ได้อาหารที่แปลกใหม่ และมีรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์ การนำเอาผลไม้มาดัดแปลงทำเป็นอาหารประเภทต่าง ๆ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิต โดยนายกรัฐมนตรี “เชิญชวน
คนไทยทานผลไม้ไทยกันเยอะ ๆ ซึ่งปีนี้ผลไม้ไทยออกผลผลิตมาก เพราะจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงติดดอก เลยเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะช่วยกันส่งเสริมผลไม้ไทยอีกด้วย”
นายกฯ พร้อมสนับสนุนสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูป
เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ เดินทางไป บริษัท ดราก้อน เฟรช ฟรุท จำกัด ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เยี่ยมชมขั้นตอนการคัดแยกและบรรจุผลไม้สด (ทุเรียน) เพื่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ รวมทั้งกระบวนการคัดแยกมังคุดและการแพคกิ้ง รวมทั้งกระบวนการคัดแยกมังคุดและการแพคกิ้ง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมกิจกรรมแปรรูปผลไม้ภายใต้แบรนด์ (เต่าบิน) ซึ่งมีการนำเสนอเมนูสร้างสรรค์อย่างเช่น เมนูมะม่วงปั่น ลิ้นจี่ปั่น สตรอว์เบอร์รีปั่น เป็นต้น โดยการใช้ผลไม้สดบรรจุในภาชนะสุญญากาศในอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลไม้ไทยด้วยเมนูสร้างสรรค์ รวมถึงโมเดลความร่วมมือในการนำเมนูลำไยมาทำเป็นชาอู่หลงลำไย เพื่อนำขึ้นไปเสิร์ฟบนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิต
ทางด้านตัวแทนสหกรณ์การเกษตรจันทบุรี กล่าวถึงการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ว่า กลุ่มสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี และภาคีเครือข่าย ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตในช่วงปลายฤดูและปัญหาผลผลิตที่ล้นตลาด โดยเชื่อว่าข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและมาตรการ ของรัฐบาลที่ส่งเสริมสนับสนุนอย่างชัดเจน ควบคู่กับความร่วมมือจากเกษตรกรจะส่งผลไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนปัญหาการส่งออก ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ทางประเทศจีนได้ผ่อนปรนขั้นตอนการตรวจสอบสินค้า โดยการตรวจขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ (Credit) ของผู้ส่งออก ส่งผลให้การส่งออกของไทยดีขึ้นได้รับการยกเว้นการตรวจถึง 30% ซึ่งถือเป็นมิติที่ดีต่อการส่งออกทุเรียนในระยะต่อไป
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการรับฟังข้อมูลพบว่าในช่วงเดือนมิถุนายน มังคุดจะเข้าสู่ระยะเนื้อแก้ว ซึ่งเกษตรกรต้องการให้เร่งระบายผลผลิต ตนเองได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการวางแผนและมาตรการไว้อย่างเหมาะสมแล้ว พร้อมทั้งขอบคุณเกษตรกรที่ควบคุมคุณภาพของผลผลิต ทำให้กระบวนการตรวจคุณภาพลดลง เมื่อรัฐบาลไปเจรจาขอความร่วมมือกับต่างประเทศทำให้ได้ความร่วมมือได้อย่างรวดเร็ว หากเกษตรกรรักษามาตรฐานคุณภาพนี้ไว้ จะช่วยให้การส่งออกของไทยกลับสู่ 100% ได้เร็วขึ้น ซึ่งในอนาคตประเทศไทยจะมีเส้นทางคมนาคมที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกไปยังจีนได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
“การเดินทางมาวันนี้เพื่อมารับฟังปัญหาจากเกษตรกรอย่างจริงจัง ว่าเจอปัญหาอะไรที่ติดขัดบ้าง เพราะชาวสวนทั้งหมดเป็นผู้ทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมหาศาล และเวลาส่งออกมีคุณภาพที่ดีก็เป็นชื่อเสียงที่ดีให้ประเทศไทยถือเป็นการสร้าง Soft Power ให้ประเทศไทยเหมือนกัน ตรงไหนที่สามารถดูแลและปรับปรุงได้ นายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะรับไปดูด้วยตนเอง และจะดูว่าอะไรที่สามารถทำได้ก่อนและหลังเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้น”