สธ. - สปสช. ชวนปชช. 7 กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษา ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี!
“โรคไข้หวัดใหญ่” ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง นอกจากนั้น ยังช่วย ลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปีงบประมาณ 2567 จำนวน 4.51 ล้านโดส ให้กับประชาชนไทย 7 กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567 หรือจนกว่าวัคซีนหมด
เสริมภูมิคุ้มกันให้ 7 กลุ่มเสี่ยง เตรียมพร้อมก่อนเข้าฤดูฝน
จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งมักจะพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในฤดูฝน ส่งผลให้พี่น้องประชาชนมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) การระบาดจะเกิดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว คนทั่วไปจะมีอาการไม่มาก เช่น มีไข้สูง มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเมื่อได้รับเชื้ออาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ เช่น ปอดอักเสบหรือปอดบวม สมองอักเสบ ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่จึงจำเป็นต่อกลุ่มเสี่ยงนี้ โดยประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ที่สามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2567 ได้แก่
1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป (ให้บริการฉีดตลอดทั้งปี)
2. เด็ก อายุ 6 เดือน ถึง 2 ปีทุกคน (หมายถึง กลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนเต็มจนถึงอายุ 2 ปี 11 เดือน 29 วัน)
3. ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
4. บุคคลที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป
5. โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ
6. โรคอ้วน (น้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
7. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
ขั้นตอนการรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
สำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงสามารถติดต่อขอรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ที่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ กทม. และคลินิกชุมชนอบอุ่นที่เข้าร่วมโครงการ หรือสถานพยาบาลตามสิทธิรักษาประจำ โดยสามารถดูรายชื่อหน่วยบริการที่เข้าร่วมได้ที่ “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” ในส่วนเมนูกระเป๋าสุขภาพ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วน สปสช. 1330
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถ โทร. นัดหมายกับหน่วยบริการล่วงหน้า เพื่อทราบวันเวลาเข้ารับบริการที่แน่นอน สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เปิดให้ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงจองสิทธิการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ล่วงหน้าได้ 2 ช่องทาง ได้แก่
1. จองผ่าน “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” ในส่วนเมนูกระเป๋าสุขภาพ โดยเลือกสิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค
2. จองผ่านสายด่วน สปสช. โทร. 1330 กด 8
รัฐบาลห่วงใยคนไทยทุกสิทธิสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุขมุ่งสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยทุกคน ทุกสิทธิอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ โดยเน้นการป้องกันสุขภาพมากกว่าการรักษา เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เพิ่มสิทธิตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี 14 รายการ ให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 จำนวน
24 ล้านคน เพื่อตรวจคัดกรองสุขภาพ ค้นหาความผิดปกติ และนำเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยการตรวจสุขภาพพื้นฐานและตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันโรคทั้งหมด 14 รายการ ประกอบด้วย
1. ตรวจคัดกรองการได้ยิน Finger Rub Test
2. ตรวจเต้านม และสอนการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
3. ตรวจตา คัดกรองความผิดปกติและค้นหาโรคทางสายตา
4. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC
5. ตรวจปัสสาวะ UA
6. ตรวจน้ำตาลในเลือด FBS
7. ตรวจการทำงานของไต Cr และ eGFR
8. ตรวจไขมันในเลือดชนิด Total cholesterol & HDL cholesterol
9. ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ HBsAg
10. ตรวจมะเร็งปากมดลูก Pap Smear
11. ตรวจมะเร็งปากมดลูก Via
12. ตรวจ HPV DNA TEST ชนิด 2 สายพันธุ์ และ 14 สายพันธุ์
13. ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง FIT TEST
14. เอกซเรย์ปอด Chest X-ray
ความสำเร็จนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ มุ่งขยายผลบริการด้านสาธารณสุขต่อเนื่อง พร้อมจัดเฟส 3 พ.ค นี้
นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่รัฐบาลภูมิใจ ซึ่งทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส มีการใช้งานเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม จำนวน 930,444 คน และ Line OA หมอพร้อม จำนวน 444,844 คน ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 25.7 ล้าน และ 15.5 ล้านคน ตามลำดับ โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากบริการที่รัฐบาลมุ่งมั่นส่งต่อเพื่อประชาชนทุกคน ดังนี้
1. ระยะเวลาใช้บริการ ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง จาก 127 นาที/ครั้ง เหลือ 56 นาที/ครั้ง
2. การรับยาใกล้บ้าน ลดแออัด ลดรอคิว
3. สามารถใช้บริการหน่วยบริการแบบคลินิกหน่วยบริการแบบคลินิกขยายตัวขึ้น 5 เท่าตัว ประชาชนเข้าถึงการบริการง่ายและสะดวกขึ้น
4. การแพทย์เชิงป้องกัน ฉีดวัคซีน HPV ลดมะเร็งปากมดลูก (เด็กหญิง 11-20 ปี) เกิน 1 ล้านโดส
5. จัดตั้งหอผู้ป่วยจิตเวช รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป ครบตามเป้า 127 แห่ง และจัดตั้งมินิธัญญารักษ์ครบ 76 จังหวัด
6. จัดตั้งสถานชีวาภิบาล 137 แห่ง ใน 44 จังหวัด และจัดตั้งกุฎิชีวาภิบาลต้นแบบ 4 แห่ง
7. จัดตั้ง รพ.นครพิงเชียงใหม่ ขนาด 120 เตียง เพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตเมือง
8. เพิ่มอัตราการเกิดของเด็กอย่างมีคุณภาพ/คลินิกส่งเสริมการมีบุตร 889 แห่ง คัดกรองโรคหายากในทารกแรกเกิด 1.2 แสนคน
9. เพิ่มบรรจุพยาบาลวิชาชีพ 2,700 อัตรา (เป้า 3,300 อัตรา) ส่งเสริมความก้าวหน้า พยาบาลชำนาญการพิเศษมากกว่า 9,000 อัตรา (เป้า 10,000 อัตรา) และอบรมบุคคลากร care D+ Team แล้ว
10,000 คน เพื่อสื่อสารกับผู้ป่วย
10. โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ผ่านเกณฑ์ประเมิน รพ.อัจฉริยะ
11. จัดตั้งชุมชนสุขภาพต้นแบบ Healthy city MODELs ครบทุกเขตสุขภาพ/จัดตั้งเครือข่ายราชทัณฑ์ปันสุขต้นแบบครบ 12 เขตสุขภาพ และจัดตั้งโครงการ Money safety ให้คำปรึกษาด้านการเงินบุคคลากรสาธารณสุข
12. จัดตั้งทีม Sky Doctor เพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวครบทุกเขตสุขภาพ
นำไปสู่การขยายผลใน 8 จังหวัด (ระยะที่ 2) ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา ซึ่ง มีประชาชนยืนยันตัวตนลงทะเบียน Health ID จำนวน 3,029,643 ราย และ Provider ID มีการขึ้นทะเบียนของบุคลากรการแพทย์ จำนวน 41,014 ราย การให้บริการการแพทย์ทางไกลและเภสัชกรรมทางไกล ผ่านหมอพร้อมสเตชั่น จำนวน 5,641 ครั้ง และการบริการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ผ่าน Health Rider จำนวน 7,224 ครั้ง ในโรงพยาบาลทุกแห่ง และจะเริ่มระยะที่ 3
ในเดือนพฤษภาคมนี้ ตลอดจนขยายครอบคลุมทั้งประเทศภายในปี 2567