
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศขจัดวงจรยาเสพติด เป็นวาระแห่งชาติ ผนึกกำลังถกแผนเร่งด่วน ย้ำนโยบายรัฐบาล ให้หน่วยงานราชการบูรณาการและเป็นเสาหลักในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ร่วมกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ยึดหลักการ “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ในขณะที่ผู้ค้าต้องปราบปรามอย่างเข้มข้น และยึดทรัพย์ พร้อมถกแผน 3 ระยะ เพื่อลดปัญหายาเสพติด ในสังคม และให้ประเทศไทยกลับมามีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในพื้นที่อย่างจริงจัง มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่วัดผลได้ตั้งเป้าภายใน 1 ปี ยาเสพติดหมดไป ซึ่งขณะนี้นายกฯ ได้ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหายาเสพติดแล้ว โดยให้ทหารเข้าร่วมงานเพื่อตรึงกำลังพื้นที่ชายแดนที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด และขอเวลาให้คณะทำงานได้ดำเนินงานก่อนจะเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะเดินหน้าทำงานเชิงรุกกำชับในการดูแลชุมชน เพื่อลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่ โดยเร่งรัดปราบปรามในระดับจังหวัด ซึ่งจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะปัญหายาเสพติดไม่มีวันจบสิ้น โดยจะต้องเป้าหมายให้ถูกต้อง เพื่อลดความลำบาก อุปสรรคที่จะเกิดขึ้น
ป.ป.ส. เตือนภัยยาเสพติดแบบผสม อันตรายถึงชีวิต
ปัจจุบันผู้เสพยามีการประยุกต์ใช้ยาเสพติดรูปแบบใหม่ โดยนำมาผสมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการท่องราตรีที่มีชื่อ “Happy Water” แพร่ระบาดในสถานบันเทิงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังมีการดัดแปลงนำผลิตภัณฑ์ชนิดผงไปใช้ในส่วนผสมของบุหรี่ หรือใช้การเผาเพื่อใช้ในการสูดดมให้มึนเมา ทำให้เกิดการเคลิบเคลิ้ม ตื่นตัว และคึกคัก โดยการที่นำสารเสพติดแต่ละประเภทมาผสมกันนั้น ยิ่งส่งผลต่อร่างกายรุนแรงมากขึ้น ช่วงแรกอาจสนุกแต่ถ้าใช้เป็นเวลานานส่งผลต่อร่างกาย ซึ่งพฤติกรรมของผู้เสพดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากขึ้น และสร้างปัญหาให้สังคมมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อสังคมที่ต้องรีบแก้ไข ซึ่งในปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ส. พบว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดและสารเสพติดในโลกออนไลน์มากขึ้น เช่น ไลน์ ทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุ๊ก ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถ เข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งพบพฤติกรรมการเสพยาหรือสารเสพติดหลายชนิดผสมกันกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น โดยอ้างว่าทำให้เกิดอาการมึนเมา ทำให้สนุก และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้มากกว่าการเสพยาเสพติดเพียงชนิดเดียว
จากข้อมูลแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2565 โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีการจับกุมคดียาเสพติดทั้งหมด 337,186 คดี แบ่งเป็น
1. ยาบ้าจำนวน 555.7 ล้านเม็ด
2. ยาไอซ์ 26,662 กิโลกรัม
3. เฮโรอีน 4,520 กิโลกรัม
4. เคตามีน 1,350 กิโลกรัม
5. โคเคน 45 กิโลกรัม
6. เอ็กซ์ตาซี 447,213 เม็ด
7. กัญชา 41,573 กิโลกรัม
ยาเสพติดที่แพร่หลายมากที่สุดยังคงเป็นยาบ้า ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 79.2 ตามมาด้วยยาไอซ์ (ร้อยละ 8.3)
แนวทางการแก้ไขปัญหา
ประเทศไทยมีการปรับแผนการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สอดคล้อง กับที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก ค.ศ. 2016 (UNGASS 2016) โดยมี “แผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2566” ที่เน้นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางซึ่งแบ่งออกเป็นมาตรการต่าง ๆ ดังนี้
ด้านการป้องกันและปราบปราม
• เน้นการสร้างกลไกการเฝ้าระวังยาเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสมด้วยการเรียนการสอนที่ส่งเสริมกิจกรรม
ด้านการสกัดกั้น
• เพิ่มมาตรการและความเข้มข้นเฝ้าระวังการลักลอบขนส่งยาเสพติด ตามแนวบริเวณชายแดน มุ่งเน้นการร่วมมือกับหน่วยงานด้านยาเสพติดทั้งในไทย-ต่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติ
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
• เพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเพื่อสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดแล้ว ยังสนับสนุนความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
ด้านการบำบัดรักษา
• คัดกรองผู้เสพ-ผู้ติดยาเสพติด แล้วนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดอย่างเหมาะสมเน้นสร้างระบบบำบัดฟื้นฟูแบบ “ชุมชนเป็นฐาน” หรือ Community Based Treatment (CBTx) ที่เป็นแนวคิดการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน