<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ย้ำแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกของขึ้นที่สูง อพยพ ลดความสูญเสีย]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548198</link>
<guid isPermaLink="false">ea39987792198080f48ea898af3ec808</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ย้ำแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกของขึ้นที่สูง อพยพ ลดความสูญเสีย</p>

<p><br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการกระทรวงมหาดไทยติดตามสถานการณ์น้ำในกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุ แจ้งเตือนและอพยพประชาชนล่วงหน้า โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งนี้จากการแจ้งเตือนของกรมชลประทานในการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอีก 1&ndash;1.2 เมตร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงเตือนให้ประชาชนริมแม่น้ำยกของขึ้นที่สูงและเคลื่อนย้ายรถ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่สมุทรปราการ ติดตามการระบายน้ำ กำชับให้มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งวางแผนระบายน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตลอด 24 ชั่วโมง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดมเจ้าหน้าที่ สนับสนุนการระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชน พร้อมเปิดครัวสนามในพื้นที่ลาดกระบัง<br />
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการรับน้ำ ผันน้ำเข้าทุ่ง เพื่อหน่วงน้ำและลดแรงกดดันต่อพื้นที่ตอนล่าง ใช้แผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) ประเมินพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้จังหวัดและประชาชนรับมือได้ทันท่วงที นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งเพิ่มกำลังสูบน้ำและเฝ้าระวังสถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จัดจุดบริการทางการแพทย์ในเคหะชุมชนร่มเกล้า และใช้ระบบ VDO Call DMS Tele ผ่าน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนับสนุนโรงครัวกลาง พอช. จัดอาหารปรุงสุกแจกจ่ายผู้ประสบอุทกภัย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระดมพาหนะ 160 อัตรา สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก เน้นเข้าถึงพื้นที่เดือดร้อนให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20261005e0464bce97a2f5bdf76de0aa83ef9912163137.jpg' type='image/jpg' length='1714636' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติเพิ่ม 1,500 ล้านบาท จ่ายช่วยชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ สูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548191</link>
<guid isPermaLink="false">903277f41ed2a7ee84921eccfdb0193c</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;(29 ก.ย. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 จำนวน 1,545.98 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ สำหรับนำไปจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่มีสิทธิตามหลักเกณฑ์โครงการแต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ยังไม่ได้รับเงินจำนวน 120,206 ครัวเรือน และเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่มเติมอีกจำนวน 113,523 ครัวเรือน โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้เงินทุนสำรองจ่ายไปก่อน เนื่องจากเป็นแหล่งเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้ เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการมีความต่อเนื่อง รวดเร็ว และสำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 อนุมัติการยกเว้นการถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 (เรื่อง การจัดทำมาตรการ/โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร) เฉพาะสินค้าข้าว เพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและภาคเกษตร ในการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตร และเปิดทางให้สามารถช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่เกษตรกรได้โดยตรง พร้อมทั้งได้อนุมัติกรอบวงเงินดำเนินโครงการฯ ไว้จำนวน 37,906.20 ล้านบาท กำหนดกลุ่มเป้าหมายเกษตรกร 4.63 ล้านครัวเรือน และประมาณพื้นที่ได้รับสิทธิ 36.77 ล้านไร่ โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิโดยตรง ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 สิงหาคม 2568) ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว จำนวน 4,509,794 ครัวเรือน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากเป้าหมาย ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 4,630,000 ครัวเรือน คงเหลือ 120,206 ครัวเรือน (เนื่องจากจำนวนเกษตรกรและวงเงินที่ใช้จ่ายจริงสูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม ทำให้กรอบวงเงินโครงการฯ ที่กำหนดไว้ไม่เพียงพอสำหรับการโอนเงินให้แก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินตามลำดับก่อนหลังของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร) ประกอบกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วพบว่า มีเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือ ตามเงื่อนไขโครงการฯ เพิ่มเติมอีก 113,523 ครัวเรือน ทำให้มีเกษตรกรที่มีสิทธิตามโครงการฯ แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือรวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน โดยมีสาเหตุสำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. เกษตรกรรายเดิมมีการปรับพฤติกรรม (Behavioral Response) ในการบริหารจัดการพื้นที่ถือครองที่ดินเพิ่มขึ้นให้ครบจำนวน 10 ไร่ตามข้อกำหนดโครงการฯ ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. เกษตรกรรายใหม่ เกิดจากการแบ่งสัดส่วนกระจายการถือครองที่ดินไปยังลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัว และทำให้เกิดการแยกทะเบียนบ้านใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่กำหนดให้ 1 ทะเบียนบ้าน สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้เพียง 1 ครัวเรือน เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือตามที่โครงการฯ กำหนด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบการขยายกรอบวงเงินโครงการฯ โดยขอเพิ่มวงเงิน จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เพิ่มเป็น 39,753.16 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846.96 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยขอใช้เงินจาก ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ ซึ่งกระทรวงการคลังได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอเพิ่มเติมวงเงินโครงการฯ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยเห็นควรให้ปรับลดกรอบวงเงินขอรับการชดเชยงบประมาณจากรัฐบาลลง จากเดิม 1,846.96 ล้านบาท เป็น 1,545.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดในส่วนของวงเงินชดเชยต้นทุนเงิน จากเดิม 1,164.83 ล้านบาท เป็น 863.85 ล้านบาท โดยใช้เกณฑ์ต้นทุนเงินในรูปของ Cost of Fund บวก 1 (แทนเกณฑ์ต้นทุนของเงินทุน<br />
ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost of Capital: WACC) บวก 1) เพื่อให้สะท้อนภาระต้นทุนทางการเงินในการดำเนินโครงการที่แท้จริงของ ธ.ก.ส. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสิทธิตามโครงการฯ ให้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 233,729 ครัวเรือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีความจำเป็นต้องขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 (เรื่อง โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69) ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ปรับเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จากเดิม 4,630,000 ครัวเรือน เป็น 4,743,523 ครัวเรือน (ปรับเพิ่มขึ้น 113,523 ครัวเรือน) และปรับเพิ่มประมาณการพื้นที่ได้รับสิทธิของเกษตรกร จากเดิม 36.77 ล้านไร่ เป็น 38.56 ล้านไร่ (ปรับเพิ่มขึ้น 1.79 ล้านไร่)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการรวม จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,452.18 ล้านบาท (ปรับเพิ่มสุทธิ 1,545.98 ล้านบาท) ประกอบด้วย วงเงินจ่ายขาดให้แก่เกษตรกร (พื้นที่ 38.56 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 1,000 บาท) จำนวน 38,564.58 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม 887.60 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น ค่าชดเชยต้นทุนเงินให้แก่ ธ.ก.ส. ในอัตรา Cost of Fund บวก 1 (วงเงิน 38,564.58 ล้านบาท x ร้อยละ 2.24 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตรา&nbsp;<br />
ณ เดือนพฤษภาคม 2569) จำนวน 863.85 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการโครงการ 5 บาทต่อครัวเรือน สำหรับ 4.74 ล้านครัวเรือน จำนวน 23.75 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือ จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 ขยายออกไปเป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดย ธ.ก.ส. จะสามารถเริ่มดำเนินการโอนเงินให้แก่เกษตรกรได้ทันทีหลังจากที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบ และจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์และมีสิทธิได้รับเงินตามโครงการที่ยังตกหล่นจากการจ่ายเงินในรอบที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน (ทั้งกลุ่มเดิม 120,206 ครัวเรือน และกลุ่มตรวจรับรองสิทธิเพิ่มเติม 113,523 ครัวเรือน) จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. โดยตรง ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งช่วยบรรเทาภาระหนี้สินเฉพาะหน้า ลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำนา เช่น ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาปราบศัตรูพืช และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว เสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพของครัวเรือนเกษตรกร และช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการเงินทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปได้อย่างมั่นคง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20261005cde123405068c164e6759e2b886bb668162836.jpg' type='image/jpg' length='1575669' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บสย. ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “นาโนพลัส” ช่วยคนตัวเล็ก ปลดล็อก SMEs รายย่อยกว่า 1 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548188</link>
<guid isPermaLink="false">ab035bd541629f175ed636311973ada5</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; ณ กระทรวงการคลัง โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ กลุ่ม Non-Bank ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม โครงการ Nano Plus เป็นหนึ่งในกลไกของกระทรวงการคลังที่มุ่งเพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง และมักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ การขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อมูลทางการเงินไม่สมบูรณ์ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน และถูกสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง จนบางส่วนต้องหันไปพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ การเปิดตัวโครงการมีขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความผันผวน ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินให้คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่แหล่งทุนในระบบได้ง่ายขึ้น อีกทั้งโครงการนี้ บสย. จะขยายกลไกการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการทางการเงินประเภท Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากการค้ำประกันผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงเตรียมรองรับ Virtual Bank ในอนาคต ทำให้กลไกค้ำประกันสินเชื่อสามารถครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินได้กว้างขึ้น และเพิ่มโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ</p>

<p>ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ระบุว่า โครงการ Nano Plus เป็นมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือ SMEs คนตัวเล็ก พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งกลุ่มที่อยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลของรัฐบาลและกลุ่มค้าขายทั่วไป โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินของรัฐและ Non-Bank สามารถพิจารณาสินเชื่อให้กลุ่มดังกล่าวได้มากขึ้น ขณะที่ บสย. จะเข้าไปช่วยดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต หรือ Credit Enhancement นอกจากนี้ จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบให้เหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก โดยกำหนดวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท และใช้เครื่องมือ บสย. เครดิตสกอริ่ง (TCG Score) สำหรับประเมินและบริหารความเสี่ยงของกลุ่มคนตัวเล็ก โดยโครงการ Nano Plus ได้ชู 3 จุดเด่นสำคัญ ได้แก่<br />
1) วงเงินค้ำประกันเข้าถึงคนตัวเล็ก เริ่มต้นเพียง 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาทต่อราย เหมาะสำหรับพ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก<br />
2) ระยะเวลาค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 4 ปี ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบและมีระยะเวลาในการบริหารจัดการภาระทางการเงินอย่างเหมาะสม<br />
3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยใช้หลัก Risk-based Pricing ซึ่งสถาบันการเงินและ Non-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียม พร้อมทั้ง บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ให้บริการทางการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มรายย่อย<br />
ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 9,860 ล้านบาท ดังนั้น การขับเคลื่อนโครงการ Nano Plus จึงสะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลังในการเพิ่ม &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันและความเสี่ยงทางเครดิต เปิดทางให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น มีสภาพคล่องสำหรับประกอบอาชีพและหมุนเวียนธุรกิจ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบและช่วยประคองการจ้างงานและเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20261005641028ef5db6319433d615aaae667f3e162707.jpg' type='image/jpg' length='181627' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม 1,000 บาท/คน เพิ่มวงเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 69 บรรเทาภาระค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548186</link>
<guid isPermaLink="false">863bbd978bea1819ecc146583a162e8f</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงต้นทุนการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ โดยมุ่งดูแลประชาชนควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถรับมือกับความผันผวนด้านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>สำหรับโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ระยะปัจจุบัน ประชาชนผู้ได้รับสิทธิยังคงสามารถใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยข้อมูลผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้วถึง 161,555.6 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบเข้าร่วมโครงการ 1,192,528 ราย แบ่งเป็นเม็ดเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปกติ 155,335.8 ล้านบาท และผ่านระบบบริการส่งอาหาร (Food Delivery) อีก 6,219.8 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายกับร้านอาหารและเครื่องดื่มสูงที่สุดถึงร้อยละ 54 และร้านค้าธงฟ้าฯ ร้อยละ 23 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ควบคู่กับการหมุนเวียนเม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและภาคบริการเพื่อดูแลเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>เพื่อให้การบริหารการเงินการคลังของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากผลการใช้จ่ายเงินกู้ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 4 เดือนของโครงการเดิม (มิถุนายน &ndash; กันยายน 2569) ซึ่งมียอดรวม 100,299,737,761.76 บาท สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจึงได้ปรับลดกรอบวงเงินดำเนินโครงการลงจำนวน 19,700,262,238.24 บาท จากกรอบเดิม 120,000,000,000 บาท คงเหลือ 100,299,737,761.76 บาท พร้อมทั้งปรับแผนการติดตามการโอนเงินกรณีไม่สำเร็จของโครงการสนับสนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง จากเดิมที่กำหนดไว้ถึงเดือนตุลาคม 2570 ให้สิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2569 และส่งคืนเงินเหลือจ่ายเข้าบัญชีเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ โดยเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ Fitch Ratings ที่ชี้ว่าระดับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อ กำลังซื้อของครัวเรือน และต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคและการช่วยเหลือที่ตรงจุด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติโครงการ<br />
&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690,650,300 บาท เพื่อใช้เป็นกลไกต่อเนื่องในการแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าครองชีพ พยุงกำลังซื้อของประชาชน และประคับประคองให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถก้าวผ่านความผันผวนของวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง</p>

<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; เป็นการนำวงเงินกู้ที่เหลืออยู่จากการบริหารจัดการโครงการเดิมภายใต้แผนงานหรือโครงการที่ 1 ตามพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 มาจัดสรรเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด โดยจะสามารถดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานครอบคลุมทั่วประเทศรวมกันได้สูงถึงประมาณ 47 ล้านคน</p>

<p>โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; จะมุ่งเน้น (1) การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม</p>

<p>ดำเนินการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง วงเงินไม่เกิน 10,162,746,300 บาท มุ่งเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด อีกคนละ 700 บาทต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 (จากเดิมได้รับ 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็นได้รับ 1,000 บาทต่อคน) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2569 จำนวนไม่เกิน 14,518,209 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ผ่านคุณสมบัติรอบแรกที่ประกาศผลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จำนวน 9,506,531 คน และผู้ขอทบทวนสิทธิที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและจะประกาศผลในวันที่ 30 กันยายน 2569 อีกจำนวนประมาณการ 5,011,678 คน โดยมีระยะเวลาใช้จ่ายในเดือนตุลาคม 2569 และหากมีกรณีโอนเงินไม่สำเร็จจะติดตามโอนเงินจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569</p>

<p>2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)</p>

<p>ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง วงเงินไม่เกิน 32,527,904,000 บาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 32,527,904 คน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่</p>

<p>1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เดิม และไม่เป็นผู้ผ่านคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จำนวนไม่เกิน 25,040,258 คน</p>

<p>2) ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิมที่ไม่ผ่านคุณสมบัติรอบปี 2569 จำนวนไม่เกิน 5,966,929 คน</p>

<p>3) กลุ่มชายขอบหรือกลุ่มตกหล่นตามฐานข้อมูล กชช. ของกรมการพัฒนาชุมชน และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตลอดจนกลุ่มที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติม ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติบัตรฯ ปี 2569 รวมกันจำนวนไม่เกิน 1,520,717 คน</p>

<p>ผู้รับสิทธิต้องมีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐที่ผ่านมา สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; วันที่ 1&ndash;15 ตุลาคม 2569 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม &ndash; 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00&ndash;23.00 น. หรือใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery) ที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00&ndash;21.00 น. ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตราร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ โดยร้านค้ารับชำระผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; และสามารถกดยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง<br />
30 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะโอนเงินส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าตามระยะเวลาที่กำหนด และหากมีกรณีโอนเงินไม่สำเร็จจะติดตามเพื่อโอนเงินจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้ายังจะได้รับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI นกกระซิบ) บนแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยวิเคราะห์ต้นทุน สินค้าคงคลัง และยอดขาย ต่อยอดทักษะธุรกิจในระยะยาว</p>

<p>การดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; ช่วยแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด ควบคู่การดูแลเศรษฐกิจฐานรากเพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตราคาพลังงาน โดยเร่งเติมวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นแก่กลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำวันแก่ประชาชนทั่วไปต่อเนื่อง 2 เดือน (ตุลาคม &ndash; พฤศจิกายน 2569) สูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทตลอดโครงการ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทั้งนี้ยังรักษาสภาพคล่องและประคองกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย และผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง สามารถรักษาการจ้างงานและประคองธุรกิจต่อไปได้ เป็นกลไกสำคัญในการพยุงระบบเศรษฐกิจฐานรากและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ผ่านพ้นช่วงความผันผวนด้านพลังงานไปด้วยกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20261005fe0435ec35b04661365c535620aa882f162414.jpg' type='image/jpg' length='263666' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เก็บตก_ครม. เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน 3 ภัย “น้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548143</link>
<guid isPermaLink="false">46e9dc8570a92a3a0923d2d17ddc4c16</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; ได้แก่ เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ เพื่อปรับแนวทางของภาครัฐ จาก &ldquo;ตั้งรับหลังเกิดภัย&rdquo; สู่ &ldquo;บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo; เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว มีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัย ที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน โดยกรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว และให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด</p>

<p>(15 ก.ย. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ เพื่อปรับแนวทางของภาครัฐจาก &ldquo;ตั้งรับหลังเกิดภัย&rdquo; สู่ &ldquo;บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo; ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ดังนี้<br />
&nbsp;<br />
1. เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
2. อนุมัติกรอบวงเงินประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
3. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงิน และวัตถุประสงค์ที่กำหนด<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งหมายให้ผู้รับประกันภัยมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
5. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัย ตามการจัดหาผู้รับประกันภัย และสัดส่วนจำนวนเงินตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือกตามข้อ 4 โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งในพื้นที่ที่เกิดภัยขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาแล้วหลายปี โดยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ผ่านมาในแต่ละปีเป็นไปในเชิงตั้งรับที่ดำเนินการหลังจากเกิดภัยแล้วทำให้เกิดภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอน ขณะที่ระบบประกันภัยเป็นไปในเชิงรุกที่ทำให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าก่อนเกิดภัยได้ว่าความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะสามารถรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย เพื่อเป็นการคุ้มครอง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรองรับความเสี่ยงของความรุนแรงจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวจากสภาวะสภาพอากาศที่แปรปรวน และทวีความรุนแรง จึงจัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว และให้กรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม &nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 500,000,000 บาท&nbsp;</p>

<p>สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จำนวน 2,000,000 บาทต่อคน&nbsp;</p>

<p>ซึ่งการเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; จะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น /&hellip;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20261005aacc71f5a62bf0ec9fdee538e69f96e0155227.jpg' type='image/jpg' length='1050597' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยาย “โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ถึงปี 2574 เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548181</link>
<guid isPermaLink="false">c0a8dd676de54d7f998eb496ba939c33</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย (อาชีวะพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561 -2565 และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569) จากเดิม &ldquo;บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569&rdquo;เป็น &ldquo;บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561&ndash;2574&rdquo; ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ ภายในกรอบงบประมาณคงเหลือจากการดำเนินงานโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (พ.ศ. 2561-2569) จำนวน 3,100,000,000 บาท ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรี เคยมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ภายใต้กรอบวงเงิน 13,086.38 ล้านบาท และได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 6,718.54 ล้านบาท คงเหลือกรอบงบประมาณ 6,367.84 ล้านบาท โดยเห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป<br />
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินโครงการดังกล่าวในช่วง พ.ศ. 2561-2568 สามารถพัฒนากำลังคนได้ 90,035 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83.15 ของเป้าหมาย (108,279 คน) ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะและการปฏิบัติงานจริง ขยายเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเป็น 123 แห่ง ประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 118 แห่ง (ร้อยละ 95.93) และสถาบันอุดมศึกษานอกสังกัด อว. จำนวน 5 แห่ง (ร้อยละ 4.07) และมีสถานประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษา มีอัตราการได้งานทำและรายได้เริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้น เพื่อให้การผลิตและพัฒนากำลังคน มีความต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการของตลาดแรงงาน ที่เปลี่ยนแปลงไป อว. จึงขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ จากปี พ.ศ. 2561-2569 เป็นปี พ.ศ. 2561-2574 เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและสมรรถนะตรงตามความต้องการ จำนวน 81,600 คน ตอบสนองต่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs พร้อมทั้งปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนตามแนวคิด Skills-First Degree Later ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) (ความยาวหลักสูตร 3-4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต) โดยเปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทักษะ ด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูล ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคน เพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยในหลักการ/เห็นควรให้ความเห็นชอบ โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เช่น (1) ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการ ข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) ควรจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างเข้มข้น เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีงบประมาณสูง (3) ควรกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความซ้ำซ้อนและขับเคลื่อนการบูรณาการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม (4) ควรส่งเสริมการจับคู่สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมสูงและมีแบบอย่างความสำเร็จในการดำเนินโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ ให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงร่วมพัฒนาแก่กลุ่มสถาบันอุดมศึกษา ที่ยังขาดความพร้อม รวมทั้งควรมีการประเมินประสิทธิผลโครงการอย่างรอบด้านเพื่อเป็นฐานในการกำหนดทิศทางการผลิตกำลังคนในระยะต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202610052d9d0db66b5f973b78386fbd492c785f161753.jpg' type='image/jpg' length='170001' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบความร่วมมือไทย-ลาว สร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง เชื่อมคมนาคม เพิ่มมูลค่าการค้า-การท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548141</link>
<guid isPermaLink="false">87013229bcc5ceda04269700545975fe</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบความร่วมมือไทย-ลาว สร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง เชื่อมคมนาคม เพิ่มมูลค่าการค้า-การท่องเที่ยว<br />
บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาล สปป.ลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,783,671,500 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงคมนาคมระหว่างไทยกับ สปป.ลาว โดยอนุมัติให้ สพพ. ดำเนินโครงการตามขอบเขต รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินที่กำหนด พร้อมอนุมัติให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2571&ndash;2574 รวม 4 ปี จำนวน 891,835,750 บาท และเห็นชอบให้ สพพ. กู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้หาก สปป.ลาว ผิดนัดชำระหนี้ จะใช้เงินสะสมชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยไปก่อน และหากขาดสภาพคล่องสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล ทั้งนี้โครงการสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทย<br />
ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งระหว่างสองประเทศ รวมทั้งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่างน่านกับหลวงพระบางได้อย่างน้อย 30&ndash;45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าในช่วง 5 ปีแรก จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท โครงการดังกล่าวจึงมีความสำคัญทั้งในมิติการคมนาคม การค้า การท่องเที่ยว และการกระชับความสัมพันธ์ไทย&ndash;ลาว ตลอดจนสะท้อนความร่วมมืออย่างยั่งยืนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง สปป.ลาว จำนวน 1,783,671,500 บาท โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ระบุในร่างสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามมติคณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ คพพ. ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(8 ก.ย. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&nbsp;<br />
เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สำหรับ โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง สปป.ลาว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. อนุมัติให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามขอบเขตของโครงการ แหล่งที่มาของเงินทุน รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ จำนวน 1,783,671,500 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. อนุมัติให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 - 2574 รวมระยะเวลา 4 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ในส่วนของเงินกู้ จำนวน 891,835,750 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. เห็นชอบแนวทางการกู้เงินของ สพพ. จากสถาบันการเงินภายในประเทศ จำนวน 891,835,750 บาท ตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กำหนด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. กรณี สปป. ลาว ผิดนัดชำระหนี้ สพพ. จะพิจารณาใช้เงินสะสมของ สพพ. เพื่อชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศไปก่อน ทั้งนี้ หาก สพพ. เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องจะขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเมื่อ สพพ. สามารถเรียกเก็บหนี้ได้จะนำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. มอบหมายให้ผู้อำนวยการ สพพ. ลงนามในสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว&nbsp;<br />
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการดังกล่าวแก่ สปป. ลาว แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้เป็นความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยดำเนินการกับ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12 (R12) โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย&ndash;ลาว&nbsp;<br />
แห่งที่ 5 บึงกาฬ&ndash;บอลิคำไซ และโครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) โดยที่ผ่านมา สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว แล้ว 22 โครงการ วงเงินรวม 17,156.60 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 2,395.48 ล้านบาท และเงินกู้ 14,761.12 ล้านบาท โดย สปป.ลาว เบิกจ่ายเงินกู้แล้ว 13,162.89 ล้านบาท&nbsp;<br />
ชำระคืนเงินต้นแล้ว 3,578.82 ล้านบาท และมียอดเงินต้นคงเหลือ 9,584.07 ล้านบาท เมื่อรวมโครงการสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง จะทำให้ สพพ. มีโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว รวม 23 โครงการ วงเงินรวม 18,940.27 ล้านบาท โดย สพพ. ระบุว่า ที่ผ่านมา สปป.ลาว มีประวัติชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอและ<br />
ตรงเวลา และยังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ในด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว โครงการดังกล่าวจะช่วยขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากสามารถลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30&ndash;45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันสามารถดำเนินการได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจากการข้ามแม่น้ำ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน โดยที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่าน จะใช้เส้นทางเมืองหงสา&ndash;เมืองจอมเพชร&ndash;บ้านเชียงแมน และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขง โดยการเดินทางท่องเที่ยวมีระยะเวลา 3 วัน 2 คืน และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทยประมาณคนละ 4,500 บาท ทั้งนี้ ในระยะเวลา 5 ปีแรก คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท ขณะเดียวกัน โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง ยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ ครม.เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง วงเงิน 1,783.67 ล้านบาท สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง<br />
2. นำเสนอประโยชน์ที่จังหวัดในพื้นที่และประเทศไทยจะได้รับจากความร่วมมือ ทั้งการเพิ่มโอกาสการค้าชายแดนระหว่างน่าน&ndash;หลวงพระบาง ลดระยะเวลาเดินทาง ความสะดวกและปลอดภัยในการขนส่ง การสร้างรายได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยว เสริมความสัมพันธ์ไทย&ndash;ลาวและความร่วมมือในภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026100502bfa2142e17ed4212c97263cde86c9b154919.jpg' type='image/jpg' length='1480504' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ ชุมพร– สุราษฎร์ฯ–หาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 1.06 แสนล้าน  เพิ่มการขนส่ง กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548139</link>
<guid isPermaLink="false">d2890f193104bb3525395b8114bdb1d0</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 15:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 รวม 6 โครงการ&nbsp;<br />
โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มวงเงินจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 &nbsp;เนื่องจากกระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้&nbsp;<br />
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย&nbsp;<br />
1. โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท จากเดิม 30,422.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท&nbsp;<br />
2. โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี&ndash;ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569&ndash;2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท ซึ่งเดิมเป็นโครงการสุราษฎร์ธานี&ndash;หาดใหญ่&ndash;สงขลา เคยประเมินวงเงินไว้ 66,270.51 ล้านบาท ถูกทบทวนเป็น 77,556.97 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเดินหน้าเฉพาะช่วง สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ ก่อน ส่วนช่วง หาดใหญ่&ndash;สงขลา 15,922.42 ล้านบาท ให้ชะลอไว้ จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ<br />
3. โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท จากเดิม 7,772.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท<br />
ทั้งนี้ โครงการยังครอบคลุมการปรับปรุงและพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ รวมทั้งรองรับการเพิ่มความถี่ของขบวนรถโดยสารและขบวนรถสินค้าในอนาคตโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาคใต้ โดยจะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิตตลอดแนวภาคใต้เข้าสู่โครงข่ายรถไฟ<br />
สายหลักของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เส้นทางช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;ปาดังเบซาร์ จะช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟของประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน<br />
นอกจากนี้ ยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการช่วงปากน้ำโพ&ndash;เด่นชัย 2. โครงการช่วงเด่นชัย&ndash;เชียงใหม่ และ 3. โครงการช่วงชุมทางถนนจิระ&ndash;อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป<br />
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา การดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e&ndash;bidding) การพิจารณาข้อเสนอ ตลอดจนการเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การรถไฟฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการประกวดราคาและลงนามสัญญาได้ภายในปี 2570 และมีแผนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จในปี 2576 อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่หาดใหญ่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม การรถไฟฯ ได้ปรับรูปแบบโครงสร้างทางรถไฟจากคันทาง (Embankment) เป็นโครงสร้างสะพานบก (Viaduct) ในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลอง<br />
อู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การปรับรูปแบบดังกล่าวจะช่วยลดการกีดขวางทางไหลของน้ำ และเปิดพื้นที่ให้น้ำสามารถระบายผ่านใต้แนวทางรถไฟได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่แนวคันทางรถไฟอาจมีต่อการระบายน้ำของพื้นที่&nbsp;<br />
อีกทั้ง การใช้โครงสร้างสะพานบกยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำในอนาคต รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างทางรถไฟ และช่วยให้การเดินรถมีความต่อเนื่องมากขึ้นในสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;สงขลา ระยะทางประมาณ 29.22 กิโลเมตร ที่ต้องแก้ไขปัญหา<br />
ผู้บุกรุก จะนำไปพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติในครั้งนี้ จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายหลักให้มีความต่อเนื่องตั้งแต่ชุมพร ผ่านสุราษฎร์ธานีและชุมทางหาดใหญ่ ไปจนถึงปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทย จะช่วยให้โครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ พร้อมต่อยอดการเชื่อมโยงระบบรางผ่านปาดังเบซาร์สู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทาง การค้า และการขนส่งทางรางระหว่างประเทศในอนาคต<br />
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดสงขลา ครั้งนี้ กระทรวงคมนาคม&nbsp;<br />
ยังได้เดินหน้าก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท ภายใต้แนวคิดคมนาคมสีเขียว (Green Transport) ซึ่งทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572 โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา กับอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ช่วยลดระยะทางจากการเดินทางอ้อมประมาณ 80 กิโลเมตร และลดเวลาเดินทางจากเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 นาที เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น<br />
ขณะที่ สะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ระยะทางประมาณ 2.24 กิโลเมตร จะช่วยลดการพึ่งพา<br />
แพขนานยนต์ ซึ่งในบางช่วงต้องรอ 2&ndash;3 ชั่วโมง เหลือเวลาข้ามประมาณ 2 นาที ทำให้การเดินทางและขนส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น รวมถึงช่วยให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการอพยพประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
ทั้ง 2 โครงการให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของ โลมาอิรวดี มีมาตรการติดตามการเคลื่อนไหวของโลมา ควบคุมตะกอนและคุณภาพน้ำ ตลอดจนลดผลกระทบต่อทรัพยากรประมงและวิถีชีวิตชุมชน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026100558cecea0cc8fe94d8df354b54a8df122154729.jpg' type='image/jpg' length='1709012' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/548127</link>
<guid isPermaLink="false">060f2bfe066951ad1aecfc69f3f7dfec</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วน</p>

<p><br />
&nbsp;ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค ดังนี้&nbsp;<br />
ด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดและอุปสรรคทางธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่&nbsp;<br />
1) ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการดำเนินการของเงินกู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ 5 จังหวัด และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการในช่วงฟื้นฟูน้ำท่วม จากเดิมที่ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ได้มีการพิจารณาขยายผลตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้มีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ โดยนอกจากจะปลอดดอกเบี้ยแล้ว รัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยให้อีกคนละครึ่ง (50:50) และธนาคารออมสินได้เตรียมปล่อยสินเชื่อระยะยาว 5 ปี สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว<br />
&nbsp;2) ให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำผังเมือง 5 จังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการจัดทำผังเมืองของจังหวัดสงขลาและปัตตานีให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลาและปัตตานี และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) จังหวัดสงขลาและปัตตานี&nbsp;<br />
3) ให้กระทรวงคมนาคมขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 - 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่&nbsp;<br />
4) ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย - มาเลเซียทางบกและปรับรูปแบบ ตม.2 และ ตม.3 เป็นรูปแบบออนไลน์และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 3 วันล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งปรับระบบศุลกากรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน&nbsp;<br />
5) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารจัดการการทำประมงพื้นบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยาน&nbsp;<br />
6) ให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ&nbsp;<br />
7) ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานส่งเสริมและ Package การท่องเที่ยวด้านอาหารพื้นถิ่นของ&nbsp;<br />
5 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น&nbsp;<br />
8) ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขยายมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุน</p>

<p><br />
ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 - 31 ธันวาคม 2572<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านสังคม เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ และเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) ให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) ให้กระทรวงแรงงาน เร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานระหว่างไทย-มาเลเซีย<br />
เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานของแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าแรงงานทดแทนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบูรณาการความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ Journey Map&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;4) แก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้จังหวัดประสานความร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายอย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;5) ซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางให้จังหวัดร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบสถานะที่ดินและข้อจำกัดทางกฎหมายให้ได้ข้อยุติเป็นรายพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยได้&nbsp;<br />
ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดการเอกสารการให้ใช้ที่ดินให้ประชาชน<br />
ใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบกรรมสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่รองรับไม่ได้ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม ติดตามผลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2570 - 2571 และให้ประสานสถาบันศาสนาและหน่วยงานทหารสนับสนุนกำลังพลในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;6) ให้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดมาตรการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนตาดีกา โดยศึกษาแนวทางนำเข้าสู่ระบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ และมาตรการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) โดยใช้กลไกวิทยาลัยชุมชนในการดูแล พัฒนาทักษะ และสร้างโอกาสให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;7) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;8) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาลิงในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับพื้นที่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านความมั่นคง เดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกออกจากประชาชน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่</p>

<p>รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นศูนย์ปฏิบัติการอำเภอและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นแนวหน้าในการรับแจ้งและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับและเพิ่มทักษะให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ จัดหาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน 164 ระบบให้กับชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) ให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง (อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านภัยพิบัติ จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี วงเงิน 20 ล้านบาท โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพ<br />
ระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และของเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1 ล้านบาท เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน วงเงิน 75 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp;นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; และ<br />
ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับกรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม เปลี่ยนจากการ &ldquo;รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี&nbsp;<br />
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิง<br />
เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น</p>

<p><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026100536238d3ddaf08172739f8dec329dde18154147.jpg' type='image/jpg' length='1634096' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ ยกระดับโลจิสติกส์ชายแดนไทย–มาเลเซีย หนุนการค้า การลงทุน และท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/538186</link>
<guid isPermaLink="false">094d4d3c90dd13192171f688fac8f5c6</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 11:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ ยกระดับโลจิสติกส์ชายแดนไทย&ndash;มาเลเซีย หนุนการค้า การลงทุน และท่องเที่ยว<br />
.<br />
ครม. (7 ก.ค.69) เห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9 &ndash; 23/10 ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 69 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลา 05.00 - 23.00 น. ของทุกวัน โดยเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จ และประชาสัมพันธ์ข้อมูล ช่องทางในการปฏิบัติพิธีศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า และการท่องเที่ยวให้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและประชาชนบริเวณชุมชนด่านนอก<br />
.<br />
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับมาเลเซีย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย &ndash; มาเลเซีย ในสาขาสำคัญ ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
