<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[กรมประชาสัมพันธ์ เปิดเวทีสัมมนา “PRD Active Networking” รวมพลังเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ยกระดับทักษะนักสื่อสารยุคดิจิทัล ร่วมสร้างเครือข่ายคุณภาพ]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/518461</link>
<guid isPermaLink="false">b9b3c0fd481baca6bd19454b425e75e2</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กรมประชาสัมพันธ์ เปิดเวทีสัมมนา &ldquo;PRD Active Networking&rdquo; รวมพลังเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ยกระดับทักษะนักสื่อสารยุคดิจิทัล ร่วมสร้างเครือข่ายคุณภาพ</p>

<p>๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ - กรมประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมสัมมนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ &ldquo;PRD Active Networking : พลิกโฉมการประชาสัมพันธ์ ร่วมสร้างสรรค์เครือข่ายคุณภาพ&rdquo; ณ โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพ (Al Meroz Hotel Bangkok) โดยมีเครือข่ายประชาสัมพันธ์จากทั่วประเทศ กว่า ๑๐๐ คน เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับขีดความสามารถด้านการสื่อสาร มุ่งพัฒนาให้เครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์เป็นสื่อบุคคลที่มีศักยภาพสูง พร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>

<p>พิธีเปิดกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยการกล่าวรายงานโดย นางสาวถนิมรัตน์ แกล้วทนงค์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษ ก่อนเข้าสู่การปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;พลังเครือข่ายไร้รอยต่อ : พลิกโลกสื่อสารรัฐ สู่ความเชื่อมั่นของชุมชน&rdquo; โดย นายดุสิต สิงห์คีรี ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ในฐานะกลไกสำคัญของการสื่อสารภาครัฐ ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน</p>

<p>ภายหลังพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมเรียนรู้ในหัวข้อ &ldquo;การประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล&rdquo; โดย ดร.ปอยหลวง โคนทรงแสน CEO เอเจนซี The Platform ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการยกระดับบทบาทนักประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ ครอบคลุมแนวคิดการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) การเขียนข่าวและสร้างเนื้อหาให้น่าสนใจ รวมถึงทักษะการพูด การนำเสนอ และการพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับความรู้ในหัวข้อ &ldquo;Copyright for Creators : ปลดล็อกความคิด ผลิตงานอย่างปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องลิขสิทธิ์&rdquo; เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์ทางความคิด กฎหมายลิขสิทธิ์ และแนวทางการผลิตผลงานสื่อประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นมืออาชีพในยุคดิจิทัล</p>

<p>ปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยคุณภูริชญ์ ไชยศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำกิจกรรมและกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ (Facilitator) ซึ่งมาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้เครือข่ายประชาสัมพันธ์จากทั่วประเทศได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างเครือข่ายคุณภาพ</p>

<p>ทั้งนี้ กิจกรรม &ldquo;PRD Active Networking&rdquo; จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหวังพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ให้เป็นนักสื่อสารยุคใหม่ ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการสื่อสารภาครัฐให้ทันสมัย เข้าถึงประชาชน และสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืน</p>

<p><a href="https://www.facebook.com/prdofficial/posts/pfbid0Tj9tMmpyQ9VYFW5W6uRtBmHXqih6HYnb4wZHuy68FCuiuty3G8r6LjV3H6cLTCpal?__cft__[0]=AZaorGhHm9vKmSCgGKpUeCnjymJArx7NehIK-FufhNHbh_AKD4gdGxveRYZRO1poAFhExPREMVpXuR16V5YZoa0bzPl_x3EinOTVoS3asmMCvWIS9P_zWFaseE-aQ9DgG7VDTbB8muMyN3z4M9JJNUhpQEisqkxXEzi6nomL4FV8Z5S5GcuUumspHCB2evG0PFIFJo0EykueRa6Lo7S2hxeD4lZIHnTTbozVouoiB0QWVQ&amp;__tn__=-UK-R" role="link" tabindex="0">https://www.facebook.com/share/p/14hpkdpwAfP/</a></p>

<p><a href="https://www.facebook.com/SpecialProjectDiv/posts/pfbid02ocXAgvgeUei1QUwnc1SSvdgJCkEh6emG8nffSUgMk4Argf3A9t3yNTRStsBjdZrTl?__cft__[0]=AZaorGhHm9vKmSCgGKpUeCnjymJArx7NehIK-FufhNHbh_AKD4gdGxveRYZRO1poAFhExPREMVpXuR16V5YZoa0bzPl_x3EinOTVoS3asmMCvWIS9P_zWFaseE-aQ9DgG7VDTbB8muMyN3z4M9JJNUhpQEisqkxXEzi6nomL4FV8Z5S5GcuUumspHCB2evG0PFIFJo0EykueRa6Lo7S2hxeD4lZIHnTTbozVouoiB0QWVQ&amp;__tn__=-UK-R" role="link" tabindex="0">https://www.facebook.com/share/p/1HC5GXe8iR/</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260702c54590a3955e574043ec81989a467055161315.jpg' type='image/jpg' length='39776' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งขยายผล อาเซียน-รัสเซีย เร่งความร่วมมือพลังงาน ปุ๋ย เทคโนโลยี ครม.ขยายมาตรการช่วยประชาชน–เกษตรกร]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517773</link>
<guid isPermaLink="false">8353fcf5456e6b62b12e4a3814cfaa6a</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ สั่งขยายผล อาเซียน-รัสเซีย เร่งความร่วมมือพลังงาน ปุ๋ย เทคโนโลยี ครม.ขยายมาตรการช่วยประชาชน&ndash;เกษตรกร</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รายงานผลสำเร็จจากการเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียน-รัสเซีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน&ndash;รัสเซีย โดยมุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย ผ่านความร่วมมือด้านพลังงาน ก๊าซ ปุ๋ย การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานและปุ๋ย ส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล และเดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส และโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน จากเดิมสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2569 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 ภายใต้กรอบวงเงินเดิม 179.84 ล้านบาท เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัด รักษากำลังซื้อของประชาชน เพิ่มการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้ฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/2568 วงเงินรวม 477.05 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกรที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้โรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตเอทานอล และโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดง พร้อมทั้งเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการดังกล่าวจากเดิมสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568 เป็นสิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569</p>

<p><a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2?__cft__[0]=AZa94KwhtvlEbC3jMzFeZVcZvMYx0QUL3bOqaLlxDX9SRoFbIeamPrhbwbkuDs_RVwbCD938GbdSXKU4oE9m6fnPAibb1wAZB8WSn8_Z1Tl9nakVXBk-rw9YxH06r7NFDdjYgWyJ1_iHCvqwEPnf6i0L&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#นายกสั่งขยายผลอาเซียนรัสเซีย</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5?__cft__[0]=AZa94KwhtvlEbC3jMzFeZVcZvMYx0QUL3bOqaLlxDX9SRoFbIeamPrhbwbkuDs_RVwbCD938GbdSXKU4oE9m6fnPAibb1wAZB8WSn8_Z1Tl9nakVXBk-rw9YxH06r7NFDdjYgWyJ1_iHCvqwEPnf6i0L&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#เร่งความร่วมมือพลังงานปุ๋ยเทคโนโลยี</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3?__cft__[0]=AZa94KwhtvlEbC3jMzFeZVcZvMYx0QUL3bOqaLlxDX9SRoFbIeamPrhbwbkuDs_RVwbCD938GbdSXKU4oE9m6fnPAibb1wAZB8WSn8_Z1Tl9nakVXBk-rw9YxH06r7NFDdjYgWyJ1_iHCvqwEPnf6i0L&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#ครมขยายมาตรการช่วยประชาชนเกษตรกร</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C?__cft__[0]=AZa94KwhtvlEbC3jMzFeZVcZvMYx0QUL3bOqaLlxDX9SRoFbIeamPrhbwbkuDs_RVwbCD938GbdSXKU4oE9m6fnPAibb1wAZB8WSn8_Z1Tl9nakVXBk-rw9YxH06r7NFDdjYgWyJ1_iHCvqwEPnf6i0L&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#กระทรวงพาณิชย์</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1?__cft__[0]=AZa94KwhtvlEbC3jMzFeZVcZvMYx0QUL3bOqaLlxDX9SRoFbIeamPrhbwbkuDs_RVwbCD938GbdSXKU4oE9m6fnPAibb1wAZB8WSn8_Z1Tl9nakVXBk-rw9YxH06r7NFDdjYgWyJ1_iHCvqwEPnf6i0L&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#กระทรวงอุตสาหกรรม</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A520%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87?__cft__[0]=AZa94KwhtvlEbC3jMzFeZVcZvMYx0QUL3bOqaLlxDX9SRoFbIeamPrhbwbkuDs_RVwbCD938GbdSXKU4oE9m6fnPAibb1wAZB8WSn8_Z1Tl9nakVXBk-rw9YxH06r7NFDdjYgWyJ1_iHCvqwEPnf6i0L&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026063052e3c72e3a3aabc9060650b4c94fd0a3160709.jpg' type='image/jpg' length='53617' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด Thailand FastPass อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ตั้งเป้าสร้างการลงทุน 7 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517772</link>
<guid isPermaLink="false">c5de76d0236d36a2199f674a94311e98</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;(23 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับผู้แทน 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการลดระยะเวลาการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนลงกว่า 20-50% อาทิ การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การจัดทำรายงาน EIA การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนสามารถเริ่มดำเนินการและสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เข้าร่วม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างมาก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ &ldquo;ความเร็ว&rdquo; เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงขนาดตลาด จำนวนแรงงาน หรือต้นทุนการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถของประเทศในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา และเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ความล่าช้าจึงกลายเป็นการสูญเสียโอกาส โดยทุกวันที่โครงการลงทุนต้องรอคอย หมายถึงการจ้างงานที่ยังไม่เกิดขึ้น รายได้ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้นในประเทศอื่นแทน ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งปรับบทบาทการทำงานของภาครัฐจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดเอกสารหรือขั้นตอนเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้ภาครัฐสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ได้ Thailand FastPass ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) &nbsp;ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพภาครัฐ คุณภาพของกฎระเบียบ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้ง บัตร Thailand FastPass ที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับการทำงานภาครัฐ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน ภูมิภาค และของโลก โดยเชื่อมั่นว่าการขยายตัวของภาคธุรกิจจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งจะส่งต่อประโยชน์ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยสนับสนุนการผลิต โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีแก่บริษัททั้ง 23 แห่งที่ได้รับบัตร Thailand FastPass โดยระบุว่าโครงการของทุกบริษัทไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุน แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ศักยภาพของประเทศ และทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจไทย อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ &ldquo;การลงทุนจริง&rdquo; ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จึงได้สร้างกลไก BOI Fast Pass และ Thailand FastPass เพื่อเปลี่ยนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนว่าเงินลงทุนเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ได้ยกระดับกลไกเร่งรัดการลงทุน โดยได้คัดเลือกและมอบบัตร Thailand FastPass แก่โครงการลงทุนที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศจำนวน 25 โครงการ จาก 23 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท สร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง เมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลเร่งปลดล็อกก่อนหน้านี้แล้วตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงเกือบ 700,000 ล้านบาทในปี 2569 คาดว่า Thailand FastPass จะมีส่วนช่วยเร่งรัดโครงการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน สนับสนุนภาคการผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับกลไก FastPass ไม่ใช่เพียง Fast Track สำหรับนักลงทุน แต่เป็น Fast Track จากเงินลงทุนสู่ผลลัพธ์จริงสำหรับเศรษฐกิจไทยและคนไทย เงินลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 5 ด้าน ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นการฟื้นตัวที่นำด้วยการลงทุน กระตุ้นสั้นด้วยการลงทุน แต่จะเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) เป็นการสร้างงานใหม่และอาชีพใหม่ ทุกโครงการที่เดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงตำแหน่งงานใหม่ของวิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี คนไอที โลจิสติกส์ และผู้ให้บริการในพื้นที่ให้เกิดเร็วขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) ทักษะใหม่และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องจักรเข้ามา แต่นำความรู้ใหม่เข้ามาด้วย ทำให้แรงงานไทยมีโอกาสยกระดับจากงานเดิมไปสู่งานที่มีทักษะและรายได้สูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4) โอกาสของ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตในประเทศ เมื่อบริษัทใหญ่เข้ามาลงทุน สิ่งสำคัญคือจะต้องเชื่อมกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ อาหาร ที่พัก บริการ และ SMEs ไทยในพื้นที่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5) เงินหมุนในพื้นที่ ซึ่งโครงการลงทุนหนึ่งโครงการไม่ได้สร้างเพียงโรงงาน แต่ยังสร้างความต้องการอาหาร ที่พัก รถรับส่ง ช่างซ่อม ผู้รับเหมา การขนส่ง และบริการรอบพื้นที่ นี่คือเงินที่หมุนกลับไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260630a6f45bb3e368f2fb55284143fc6aae7a160537.jpg' type='image/jpg' length='1624167' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย–รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี และผลลัพธ์ประชุม อาเซียน–รัสเซีย ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517769</link>
<guid isPermaLink="false">b71dccc21e7e5207b522b5da8ce41653</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะ 5 ปี แผนการหารือฉบับนี้เป็นกลไกต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ผ่านมา โดยกำหนดการหารือทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับกรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือภูมิภาคและพหุภาคีในเอเชีย&ndash;แปซิฟิก การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ กิจการเกี่ยวกับยุโรป การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะมีการลงนามแผนการหารือฉบับดังกล่าวในโอกาสเดียวกัน ซึ่งร่างแผนการหารือนี้ไม่ได้เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นนอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว โดยเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย<br />
1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์<br />
2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค<br />
3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม<br />
4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ<br />
ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202606301a9ee3f3fbd32b94a681997a9984f156160358.jpg' type='image/jpg' length='201604' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517767</link>
<guid isPermaLink="false">73bf4a889d9b2cf17751369c9cc34593</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ<br />
บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมาย 2 ฉบับตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และ e-Withholding Tax โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง ทั้งค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) นอกจากนี้ ยังเห็นชอบขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 1 แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสำหรับเงินได้หลายประเภท เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระเอกสาร อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>รายละเอียด<br />
(16 มิ.ย. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร&nbsp;<br />
(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) &amp; e-Receipt (ใบรับ/ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์) และ e-Withholding Tax (ระบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์) โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ<br />
2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (e-Withholding Tax) ที่สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม &nbsp;2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน<br />
ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) มากขึ้น โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing (ระบบยื่นภาษีออนไลน์) 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty (การชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) 5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว<br />
การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ ครม.เห็นชอบขยายมาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 70 สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษี ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ&nbsp;<br />
2. นำเสนอ ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และ e-Withholding Tax มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง และลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 1 ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax เพื่อเพิ่มแรงจูงใจภาคธุรกิจ</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ครมเห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี70 #อำนวยความสะดวก #ลดต้นทุนภาคธุรกิจ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260630ac3e3ba0298cdc729f12d45e57dfc550160235.jpg' type='image/jpg' length='1398073' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เก็บตก_ครม. เห็นชอบเดินหน้า FTA ไทย - ภูฏาน พร้อมยกระดับ FTA อาเซียน - จีน สู่ ACFTA 3.0 เสนอรัฐสภา เดินหน้าขยายโอกาสการค้าไทย สู่เศรษฐกิจยุคใหม่]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517759</link>
<guid isPermaLink="false">4fb34c594dc17b64f64ff59843ac04c5</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน (Thailand&ndash;Bhutan Free Trade Agreement: FTA) ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 โดยตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับภายในวันที่ &nbsp;1 มกราคม 2570 ความตกลงฉบับนี้เป็น FTA ฉบับแรกระหว่างไทยกับภูฏาน ครอบคลุมการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ รวมถึงครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ Gelephu Mindfulness City ของภูฏาน โดยภูฏานจะยกเว้นอากรศุลกากรให้สินค้าไทยถึงร้อยละ 99.8 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้ภูฏานร้อยละ 94 ของรายการสินค้า คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 4,130 - 4,340 ล้านบาท การส่งออกไทยไปภูฏานเพิ่มขึ้น 12,355 - 14,385 ล้านบาท และการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเพิ่มขึ้น 1,785 - 1,990 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ ให้เสนอพิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน หรือ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภา โดยความตกลงนี้เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงข้อผูกพันเดิมด้านการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ไม่มีการเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศสมาชิก โดยกำหนดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การเผยแพร่ข้อมูลการนำเข้า ส่งออก อย่างโปร่งใส รวมทั้งเพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนไทยในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
รายละเอียด</p>

<p>(10 มิ.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน (Thailand&ndash;Bhutan Free Trade Agreement: FTA) ต่อรัฐสภา ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 พร้อมเตรียมดำเนินมาตรการรองรับเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามเป้าหมายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งเป็นการเดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฏาน เป็นความตกลงฉบับแรกระหว่างไทยกับภูฏาน ครอบคลุม 10 บท และ 4 ภาคผนวก มีเป้าหมายเพื่อเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ตลอดจนสร้างกติกาทางการค้าที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ความตกลงฉบับปรับปรุงยังครอบคลุมเขตบริหารพิเศษเมืองแห่งสติเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ของภูฏาน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนา &nbsp;(เป็นแนวคิดของภูฏานที่ต้องการผสานสติ เข้ากับ ความยั่งยืน และ ความสงบสุข เพื่อให้เมืองเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ และสร้างคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป)&nbsp;</p>

<p>สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ภูฏานจะยกเว้นอากรศุลกากรให้สินค้าไทยในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 99.8 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้ภูฏานร้อยละ 94 ของรายการสินค้า โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มขึ้นจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตสึทาเกะ และผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล</p>

<p>จากการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 - 0.03 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,130 - 4,340 ล้านบาท การส่งออกไทยไปภูฏานเพิ่มขึ้นร้อยละ 229 - 266 หรือประมาณ 12,355 - 14,385 ล้านบาท และการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05 - 0.06 หรือประมาณ 1,785 - 1,990 ล้านบาท อย่างไรก็ตามแม้รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บอากรศุลกากรประมาณ 215,696 บาทต่อปี แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ไทยจะได้รับมีมูลค่าสูงกว่ามาก ความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฏาน จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทยไปยังเอเชียใต้ สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทยในอนาคต</p>

<p>นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้เสนอพิธีสารเพื่อยกระดับกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน และความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ความตกลงมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN&ndash;China Free Trade Agreement: ACFTA) ถือเป็นหนึ่งในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยมีผลใช้บังคับด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนมาแล้วหลายปี ก่อนที่จะมีการยกระดับเป็น ACFTA 2.0 ในปี 2559 และล่าสุด อาเซียนและจีนได้เจรจาปรับปรุงความตกลงอีกครั้งจนแล้วเสร็จในปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการค้าในยุคใหม่ ภายใต้กรอบ ACFTA 3.0</p>

<p>ทั้งนี้ ACFTA 3.0 เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าให้ทันสมัยมากขึ้น โดยยังคงข้อผูกพันเดิมด้านการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนไว้เช่นเดิม ไม่มีการเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศสมาชิก สำหรับการปรับปรุง อาทิ การยกระดับพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยกำหนดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การเผยแพร่ข้อมูลการนำเข้า ส่งออก อย่างโปร่งใส และการเร่งรัดการตรวจปล่อยสินค้าที่เน่าเสียง่ายให้แล้วเสร็จภายใน 6 ชั่วโมงหลังสินค้ามาถึง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบทางเทคนิค มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p>

<p>นอกจากนี้ ACFTA 3.0 ยังเพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงข้อมูล ณ จุดเดียว (Single Window) การชำระเงินดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน การลงทุนสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยความตกลงฉบับนี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ไทยใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมากกว่า 4,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าการยกระดับความตกลงดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความตกลงการค้าเสรีเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ การยกระดับ ACFTA 3.0 จะช่วยให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนไทยในระยะยาว /&hellip;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026063087a230236aa1264544fd53b77ff49eca155717.jpg' type='image/jpg' length='1014286' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ให้สิทธิเช่าพื้นที่เพิ่มศักยภาพเชิงพาณิชย์ จัดสิ่งอำนวยความสะดวก ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและสร้างรายได้เข้ารัฐ]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517762</link>
<guid isPermaLink="false">2695fe9411225e61d7113dd5e3e20c52</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 15:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท รวมทั้งหมด 56 แห่ง ประกอบด้วย (1) พื้นที่อาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ จำนวน 17 แห่ง (2) พื้นที่ตามแนวสายทางเหนืออุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่งและสถานีรถไฟฟ้ายกระดับและพื้นที่ตามแนวสายทางเข้า - ออก ศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล จำนวน 34 แห่ง และ (3) พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่ง และสถานีรถไฟฟ้ายกระดับ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม จำนวน &nbsp;5 แห่ง เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น ตู้กด เงินสดอัตโนมัติ (ATM) ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการการสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 69 เห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค เพื่อรองรับรถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด หรือรถ EV จำนวน 1,520 คัน ทดแทนรถโดยสารเดิมที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 - 30 ปี เป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับการให้บริการและเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างรายได้เข้ารัฐอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ รฟม. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>

<p><br />
(10 มิ.ย. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ) พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้า และทางเข้า - ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฯ) และสายฉลองรัชธรรม (โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ) ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท รวมทั้งหมด 56 แห่ง เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น &nbsp; ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการการสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ ทั้งนี้ เป็นการสืบเนื่องจากมติ ครม. วันที่ 26 พ.ค. 69 เห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าวตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม. ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม &nbsp;(พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก. จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 - 30 ปี<br />
นอกจากนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. (แผนแม่บทฯ) เพื่อใช้เป็นทิศทางการปฏิบัติงานของ รฟม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การเพิ่มรายได้และลดภาระเงินสนับสนุนภาครัฐ สนับสนุนการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า และการใช้อสังหาริมทรัพย์ให้ &nbsp; &nbsp;เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งกลุ่มพื้นที่ที่จะดำเนินการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) พื้นที่ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้าและทางเข้า - ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลและสายฉลองรัชธรรม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) พื้นที่บนสถานีรถไฟฟ้าและศูนย์ซ่อมบำรุงในโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และพื้นที่อาคารอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม และ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;4) พื้นที่ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับพื้นที่ที่จะให้เช่าหรือให้สิทธิ รวมทั้งสิ้น 56 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 117,199.16 ตารางเมตร ประกอบด้วย (1) พื้นที่อาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ จำนวน 17 แห่ง พื้นที่ จำนวน 22,687.04 ตารางเมตร (2) พื้นที่ตามแนวสายทางเหนืออุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่งและสถานีรถไฟฟ้ายกระดับและพื้นที่ตามแนวสายทางเข้า - ออก ศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล จำนวน 34 แห่ง พื้นที่ จำนวน 44,419.20 ตารางเมตร (3) พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่ง และสถานีรถไฟฟ้ายกระดับ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม จำนวน &nbsp;5 แห่ง พื้นที่ จำนวน 50,092.92 ตารางเมตร ซึ่งปัจจุบัน รฟม. ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่าของแต่ละพื้นที่ โดยจะดำเนินการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในครั้งนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026063042fd222df9e6c8aa6277bd07dce2fb72155852.jpg' type='image/jpg' length='1471898' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ เปิดลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 - 21 มิ.ย. ประกาศผล 17 ก.ค. ใช้สิทธิ 1 ส.ค. 69]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/517757</link>
<guid isPermaLink="false">b862db12f6b5268518afd77dbe6f7681</guid>
<pubDate>Wed, 03 Jun 2026 15:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยปรับเกณฑ์การลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ยกระดับการคัดกรองจากเดิมที่พิจารณาแบบรายครอบครัว เปลี่ยนมาเป็น &ldquo;พิจารณารายบุคคล&rdquo; เพื่อคัดกรองให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยตัวจริง&nbsp;<br />
และให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกราย ต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิตั้งแต่วันที่ 4 &ndash; 21 มิถุนายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะดำเนินการสำรวจผู้ตกหล่นที่อาจมีคุณสมบัติและยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะประกาศผลผู้ลงทะเบียน วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบได้ โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนและใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่ วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนลด<br />
ค่าซื้อก๊าซหุงต้ม ค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ บรรเทาภาระค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260630bc10b1840686773ee8fb9fbfef032c77155449.jpg' type='image/jpg' length='1302874' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ ให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ของ รฟม. เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV เชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้รถไฟฟ้า สร้างรายได้ให้ รฟม.]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/508585</link>
<guid isPermaLink="false">e2e05921eb1fcb3522bb03153ad4ec40</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(26 พ.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าวตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม. ได้แก่</p>

<p>1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท</p>

<p>2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท</p>

<p>3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก. ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568</p>

<p>อนุมัติให้ ขสมก. เช่ารถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 - 30 ปี รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทาง</p>

<p>โดยการเช่าพื้นที่ รฟม. เพื่อใช้เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ดังกล่าว มีระยะเวลาการเช่ารวมทั้งสิ้น 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่</p>

<p>รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไป</p>

<p>โดยสิ้นเชิง เพราะ รฟม. ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติ</p>

<p>ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ การอนุญาตให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้แก่ รฟม. เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV นั้น เป็นไปเพื่อให้บริการประชาชนและจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ รฟม. มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</p>

<p>โดย ขสมก. มีแผนลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปีนับจากวันรับมอบพื้นที่ เช่น ปรับปรุงลานจอดรถ ก่อสร้างหลังคาคลุมรถ และติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกำหนดการรับมอบรถงวดที่ 1 ในเดือนเมษายน 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202606024f3d972a063f025f713fe31e29bbf60e104237.jpg' type='image/jpg' length='1491344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - ศุภจี ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/508581</link>
<guid isPermaLink="false">ee28eae65ab6442a7181669e75cf0275</guid>
<pubDate>Wed, 13 May 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่</p>

<p>1. เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ</p>

<p>2. ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาท</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจ จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน สำหรับการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% โดยมีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>

<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />รายละเอียด</strong></p>

<p>(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ</p>

<p>กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ</p>

<p>คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้</p>

<p>แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชน</p>

<p>ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน</p>

<p>จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง 9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้</p>

<p>แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก</p>

<p>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>

<p>ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต</p>

<p>นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้วยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนด</p>

<p>ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต</p>

<p>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน</p>

<p>ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP</p>

<p>จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP</p>

<p>ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง</p>

<p>สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202606028ff486c669c251a7101f07e9f16bbf1f102835.jpg' type='image/jpg' length='68551' />
</item>
</channel>
</rss>
