<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ ให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ของ รฟม. เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV เชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้รถไฟฟ้า สร้างรายได้ให้ รฟม.]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/508585</link>
<guid isPermaLink="false">e2e05921eb1fcb3522bb03153ad4ec40</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(26 พ.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าวตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม. ได้แก่</p>

<p>1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท</p>

<p>2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท</p>

<p>3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก. ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568</p>

<p>อนุมัติให้ ขสมก. เช่ารถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 - 30 ปี รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทาง</p>

<p>โดยการเช่าพื้นที่ รฟม. เพื่อใช้เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ดังกล่าว มีระยะเวลาการเช่ารวมทั้งสิ้น 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่</p>

<p>รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไป</p>

<p>โดยสิ้นเชิง เพราะ รฟม. ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติ</p>

<p>ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ การอนุญาตให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้แก่ รฟม. เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV นั้น เป็นไปเพื่อให้บริการประชาชนและจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ รฟม. มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</p>

<p>โดย ขสมก. มีแผนลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปีนับจากวันรับมอบพื้นที่ เช่น ปรับปรุงลานจอดรถ ก่อสร้างหลังคาคลุมรถ และติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกำหนดการรับมอบรถงวดที่ 1 ในเดือนเมษายน 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202606024f3d972a063f025f713fe31e29bbf60e104237.jpg' type='image/jpg' length='1491344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - ศุภจี ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/508581</link>
<guid isPermaLink="false">ee28eae65ab6442a7181669e75cf0275</guid>
<pubDate>Wed, 13 May 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่</p>

<p>1. เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ</p>

<p>2. ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาท</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจ จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน สำหรับการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% โดยมีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>

<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />รายละเอียด</strong></p>

<p>(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ</p>

<p>กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ</p>

<p>คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้</p>

<p>แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชน</p>

<p>ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน</p>

<p>จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง 9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้</p>

<p>แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก</p>

<p>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>

<p>ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต</p>

<p>นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้วยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนด</p>

<p>ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต</p>

<p>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน</p>

<p>ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP</p>

<p>จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP</p>

<p>ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง</p>

<p>สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202606028ff486c669c251a7101f07e9f16bbf1f102835.jpg' type='image/jpg' length='68551' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิพัฒน์ - ศุภจี - อรรถพล” ออกมาตรการคุมราคาสินค้า ปรับขึ้นน้ำมันดีเซล 50 สตางค์/ลิตร ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร ย้ำ ประชาชนประหยัดพลังงาน]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489274</link>
<guid isPermaLink="false">09bc499e64d43b9ba7ea0f68fc03b3c6</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 16:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp;(17 มี.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 5/2569 โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งรูปแบบ onsite และ online</p>

<p>นายพิพัฒน์ กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและประเทศไทย รัฐบาลจึงได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการต่าง ๆ&nbsp;เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการด้านพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>สำหรับมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วง 15 วันที่ผ่านมา และมีกำหนดสิ้นสุดลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 ประกอบกับภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมันของประเทศในระยะต่อไปอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการน้ำมัน ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจเกินความจำเป็น</p>

<p>ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการการประหยัดพลังงานของรัฐบาล สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและการดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเน้นย้ำให้มีการประกาศราคาหน้าคลังน้ำมันและโรงกลั่นอย่างชัดเจน เพิ่มเติมจากหน้าสถานีบริการน้ำมัน</p>

<p>ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จนทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกภายในประเทศกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน จะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวที่ยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลโดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากนี้จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาแนวทางปรับขึ้นราคาที่เหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งเตรียมแผนเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาต่ำ ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการระยะแรกประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์) จะมุ่งจำหน่ายในลักษณะขายส่งเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคก่อสร้าง ซึ่งเดิมเคยซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าขายส่งหรือ Jobber แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อจำกัดด้านต้นทุน เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการเล็กน้อย ทำให้ Jobber ไม่สามารถรับภาระต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นได้ ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งหันมาเติมน้ำมันจากสถานีบริการแทน ซึ่งทำให้เกิดความแออัดในปั๊มน้ำมันช่วงที่ผ่านมา</p>

<p>นอกจากนี้ จะปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและจะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มาจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง สั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร ผ่อนปรนระยะเวลารถขนส่งน้ำมัน เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการต่าง ๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด รวมถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นข้อจำกัดบางประการเพื่อให้รถขนน้ำมันที่ติดขัดเรื่อง spec&nbsp;ให้สามารถนำมาขนน้ำมันเพิ่มเติมได้ แต่ต้องมีความปลอดภัย</p>

<p>ขอให้ประชาชนเข้าใจในวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินทุกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขอยืนยันว่า จะดำเนินทุกมาตรการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการราคา และการเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ&nbsp;อีกทั้งขอความร่วมมือให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด และขออย่าตื่นตระหนกจนกักตุนน้ำมัน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในวงกว้างแล้ว การเก็บรักษาน้ำมันไว้ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายร้ายแรงอีกด้วย</p>

<p>นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 โรง&nbsp;มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และก๊าซหุงต้ม แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางสถานีบริการเกิดปัญหาการจัดส่งน้ำมันไม่ทันต่อความต้องการ โดยกระทรวงพลังงานได้เร่งประสานโรงกลั่นให้เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง พร้อมทั้งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) ให้กระจายเชื้อเพลิงไปยังผู้ค้ารายย่อยและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองในประเทศรวมกับน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 29 วัน รวมทั้งมีการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแหล่งต่างประเทศ เช่น แองโกลา และสหรัฐอเมริกา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน นอกจากนี้ได้ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบสต๊อกน้ำมันในคลังรวม 53 คลัง 589 ถัง และตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแล้วกว่า 1,502 แห่ง พบว่ามีสถานีบริการบางแห่งต้องปิดชั่วคราวจากการขนส่งที่ไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่พบการกักตุนเชื้อเพลิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน พร้อมขอความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัดในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานมาตรการดูแลราคาสินค้าและบริการ&nbsp;โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2542 มีสินค้าควบคุมและบริการควบคุม จำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้า 8 รายการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ กระทรวงฯ มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้น โดยต้องยื่นขออนุญาตขึ้นราคาต่อกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า และขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าไว้เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการทำสินค้าในราคาพิเศษสำหรับหมวดหมู่ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาที่เหมาะสมให้กับร้านค้าขายปลีกขายส่ง กระจายสินค้าราคาประหยัดให้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัด และจะจัดโครงการธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกให้กับประชาชนในจุดที่จำเป็น สำหรับมาตรการถัดไปจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการสอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุน ป้องกันไม่ให้มีการกักตุน เก็งราคา และไม่ปล่อยให้มีผู้ใดฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบการขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เป็นธรรม ผ่านสายด่วน 1569</p>

<p>นอกจากนี้ ได้มีมาตรการลดต้นทุนทั้งระบบ ได้แก่ 1) การลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งมีสต๊อกปุ๋ยในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และอยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งจะมาเติมสต๊อกและสามารถใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น พร้อมทั้งมีโครงการลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านโครงการธงเขียว 2) วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังมีสต๊อกเพียงพอ และมีมาตรการรองรับโดยสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ปลายข้าว และมันเส้น 3) เม็ดพลาสติกที่จะนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร มีสต๊อกประมาณ 4 เดือน 4) การลดต้นทุนพลังงาน พร้อมสนับสนุนนโยบายการใช้พืชเกษตรผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ปาล์มดิบเพิ่มขึ้น และเกษตรกรได้ผลผลิตราคาดีขึ้น ยืนยันว่า สถานการณ์สินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ</p>

<p>ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นในช่วงสัปดาห์แรกของเหตุการณ์ ผลกระทบต่อ GDP ไทยยังอยู่ในกรอบเดิม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 3 กรณี เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป กรณีแรก คือความขัดแย้งจำกัดวงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุติภายใน 1 เดือน ซึ่งจะทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีข้อจำกัดเพียงระยะสั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1% กรณีที่ 2 คือสถานการณ์ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน และการผลิตรวมทั้งการขนส่งน้ำมันดิบในภูมิภาคมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หลายประเทศเริ่มมีภาวะถดถอยและเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 95-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.9% ส่วนกรณีที่ 3 คือภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยในระยะนี้ สภาพัฒน์ฯ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบเชิงลึกต่อเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้า และผลต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม ก่อนเสนอผลการประเมินและมาตรการรองรับตามขั้นตอนต่อไป</p>

<p>สำหรับผลกระทบหลักที่เริ่มเห็นชัดอยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคขนส่ง&nbsp;ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มมีมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และสภาพัฒน์ฯ กำลังรวบรวมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจขนาดใหญ่</p>

<p>ส่วนการเตรียมพร้อมเรื่องยารักษาโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลตรวจสอบสต๊อกยา และแหล่งจัดหายาว่ามาจากที่ใดบ้าง ขณะนี้ยืนยันว่ายังมียาเพียงพอในสต๊อกหลายเดือน เนื่องจากไทยซื้อยาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ไม่ได้ซื้อยาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้ประมาท เพราะคาดการณ์ว่าการขนส่งที่อาจล่าช้า และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ราคายามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ประสานกับภาคเอกชนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา ส่วนรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลนั้น ยังอยู่ในภาวะปกติ และได้สั่งการให้โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมการออกตรวจผู้ป่วยให้ไม่ติดขัด และขณะนี้ยังไม่ต้องมีการประสานขอสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260327bb6895d5e9ccff8fcc5284de94f7db2a164019.jpg' type='image/jpg' length='43829' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” เผย อิหร่าน - โอมาน ปฏิบัติการร่วมเข้าถึงเรือ “มยุรีนารี” และลูกเรือทั้ง 3 คนแล้ว เรือขนน้ำมันบางจาก ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489284</link>
<guid isPermaLink="false">7b3e69d5949b5bf61fdbb79442b2cecf</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 16:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &ldquo;สีหศักดิ์&rdquo; เผย อิหร่าน - โอมาน ปฏิบัติการร่วมเข้าถึงเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; และลูกเรือทั้ง 3 คนแล้ว&nbsp;เรือขนน้ำมันบางจาก ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย</p>

<p>นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่ได้หารือกับนายเซย์เยด อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ที่ได้ขอให้ช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนที่ยังติดค้างอยู่บนเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ล่าสุดได้รับข่าวดีว่า อิหร่านและโอมานได้ปฏิบัติการร่วมกัน<br />
จนสามารถเข้าถึงเรือและลูกเรือทั้ง 3 คนได้แล้ว แต่ยังต้องรอการยืนยันสถานะอย่างเป็นทางการของลูกเรืออีกครั้ง ส่วนกรณีที่ไทยขอให้อิหร่านช่วยดูแลความปลอดภัยของเรือขนส่งสินค้าที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านรับปากจะอำนวยความสะดวก พร้อมขอให้ไทยแจ้งชื่อเรือไป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งชื่อเรือไป 2 ลำ คือ บางจาก และเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้รับข่าวดีว่า เรือขนส่งน้ำมันดิบของบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนอีก 1 ลำคาดว่าจะเดินทางได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน ขณะที่การประสานส่งร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอลกลับประเทศ คาดว่าจะถึงไทยในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือกลับประเทศ หรือเดินทางต่อไปประเทศที่สามแล้วรวม 1,483 คน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้คนไทยที่ยังอยู่ในตะวันออกกลางให้ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงนโยบายการปรับลดระยะเวลาฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 60 วัน เหลือ&nbsp;<br />
30 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาพบการใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์ แต่เชื่อว่านโยบายนี้จะไม่กระทบต่อการท่องเที่ยว และจะช่วยเสริมความมั่นคงของประเทศ&nbsp;</p>

<p><br />
หลังจากที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายเซย์เยด&nbsp;<br />
อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เพื่อขอให้ช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนของไทย<br />
ที่ยังติดค้างอยู่บนเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน รับปากว่าจะติดตามการช่วยเหลือให้ อีกทั้งขอให้เรือขนส่งสินค้าของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วยความปลอดภัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง สินค้าที่บรรทุกผ่านไม่ได้เป็นปัจจัยในสงคราม ซึ่งทางอิหร่านได้ขอทราบรายละเอียดและชื่อของ<br />
เรือไทยที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซล่วงหน้าและจะประสานให้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้รวบรวมส่งไปแล้ว&nbsp;</p>

<p>(24 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับนายเซย์เยด อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ใน 2 เรื่อง ทั้งเรื่องการช่วยเหลือลูกเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ทั้ง 3 คน และลูกเรือจำนวน 20 คน ที่ทางโอมานช่วยเหลือได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้โทรศัพท์มาที่กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่าอิหร่านและโอมานได้ปฏิบัติการร่วมกัน สามารถเข้าถึงเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ของไทยได้แล้ว และเข้าถึงลูกเรือทั้ง 3 คนได้แล้ว แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าชะตากรรมของลูกเรือดังกล่าวเป็นอย่างไร ซึ่งพยายามตรวจสอบอยู่ พร้อมหวังว่าทั้ง 3 คนยังมีชีวิตอยู่ และต้องรอการยืนยันจากทางการอิหร่าน หรือโอมานอีกครั้งหนึ่ง&nbsp;<br />
ส่วนการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ที่ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้เป็น<br />
คู่ขัดแย้งและยังมีกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีหลักการเดินเรือ<br />
ที่ต้องได้รับความปลอดภัย แต่ก็เกิดเหตุการณ์โจมตีเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; จึงขอว่าหากมีเรือไทยที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขอให้ช่วยให้เดินทางโดยปลอดภัย และทางการอิหร่านรับปากจะดูแลพร้อมขอให้แจ้งรายชื่อเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาก่อน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งไป 2 ลำ เป็นของ บางจาก และเอสซีจี เคมิคอลส์&nbsp;<br />
โดยทราบข่าวว่าเรือขนส่งน้ำมันดิบของบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย มุ่งกลับสู่ประเทศไทย หวังว่าเรือของประเทศไทยที่เหลืออีก 1 ลำ จะสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยด้วย ถือเป็นข่าวดี และขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทางการอิหร่าน และ โอมาน ที่ช่วยเหลือดูแลปฏิบัติการกู้ภัยร่วมกัน รวมถึงช่วยให้เรือไทยเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย</p>

<p>นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ กำลังประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องและสายการบิน &nbsp;El Al (เอ็ล อัล) เพื่อดำเนินการส่งร่างแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คนที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด โดยร่างของผู้เสียชีวิตจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่วนอิหร่านและตุรกี ตามที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และกรมการกงสุลได้ประสานการอพยพแรงงานไทยฟาร์มกุ้ง 4 คน ออกจากเมืองบันดา อับบาส เมืองชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน โดยทั้ง 4 คนได้เดินทางข้ามไปยังตุรกี โดยสวัสดิภาพแล้ว และจะเดินทางกลับถึงประเทศไทย วันที่ 25 มีนาคม 2569 ทั้งนี้ ยังมีนักศึกษา 7 คน และแรงงานฟาร์มกุ้งอีก 1 คน รวม 8 คน ที่จะเดินทางทางบกจากอิหร่านไปยังตุรกีในวันที่ 25 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตามตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,483 คน พร้อมเน้นย้ำให้คนไทยที่ยังอยู่ในตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด</p>

<p>นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ชี้แจงนโยบายการลดระยะเวลาฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ว่า รัฐบาลก่อนได้อนุมัติฟรีวีซ่า 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน กลับมีชาวต่างชาติใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น กระทรวงการต่างประเทศ จึงเสนอลดเวลาฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน และสามารถต่อเวลาเพื่อการท่องเที่ยวได้ มั่นใจว่าจะไม่กระทบการท่องเที่ยว และยังช่วยให้สามารถดูแลความมั่นคงของประเทศได้ดีขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260327581537e8100d4a064369085fdbc64d01164929.jpg' type='image/jpg' length='1155643' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ ลดสัดส่วนสำรองน้ำมันเร่งระบายสู่หน้าปั๊ม “พาณิชย์” เพิ่มสินค้าควบคุม]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489259</link>
<guid isPermaLink="false">55dc3a350f54a08dc2d0ff83a4cb6822</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;เอกนิติ&rdquo; ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ ลดสัดส่วนสำรองน้ำมันเร่งระบายสู่หน้าปั๊ม &ldquo;พาณิชย์&rdquo; เพิ่มสินค้าควบคุม&nbsp;</p>

<p>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันน้ำมันดิบ<br />
มีเพียงพอ และเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน โดยรัฐบาลได้สั่งการให้ลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันไปสู่ปั๊มทันที ให้รถขนส่งน้ำมัน<br />
วิ่งได้ทั้งวัน และกำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจาก Jobber เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม เนื่องจากการฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล ต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก โดยเตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop ด้วยการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศ ส่วนการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ระบุว่า ได้ขอความร่วมมือโรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล รวมถึงเร่งจัดส่งไปยัง Jobber ให้มากขึ้น แก้ปัญหาการเข้าซื้อน้ำมันที่สถานีบริการของภาคอุตสาหกรรม โดยจะกระจายน้ำมันได้ใน 1 &ndash; 2 วัน อีกทั้งเตรียมเปิดใช้งานระบบแดชบอร์ด (Dashboard)&nbsp; เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณน้ำมันจากผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกราย ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อแก้ปัญหาการกักตุน ยืนยันไม่มีการส่งน้ำมันไปประเทศที่ 3 ส่วนการจัดหาแหล่งพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะนี้ได้จัดหา LNG&nbsp; จากหลายแหล่ง ยืนยันมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ไฟฟ้าพลังน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ลดการนำเข้า LNG ส่วนการควบคุมราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์เสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าควบคุม วันที่ 25 มีนาคม 2569 และดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งโครงการ ไทยช่วยไทย ธงฟ้า และธงเขียวพลัส นอกจากนี้ สำนักงาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เร่งดูแลราคาบัตรโดยสารที่ได้รับผลกระทบตะวันออกกลาง พร้อมทั้งร่วมมือกับ 6 สายการบิน เพิ่มที่นั่งกว่า 29,000 ที่นั่ง และปรับลดราคาบัตรโดยสารลง 15 &ndash; 30% ใน 11 เส้นทางบินในช่วงเทศกาลสงกรานต์</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026032727827ef0ffe5bb1dae404d81113000d1162134.jpg' type='image/jpg' length='43779' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” ประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง สะท้อนบทบาทไทยในการปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ให้เป็นวาระสำคัญของโลก]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489277</link>
<guid isPermaLink="false">68a88b515b9577bba0a74d5c1e4a8836</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; (16 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดการประชุมเต็มคณะของการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) สาธารณรัฐออสเตรีย ในหัวข้อ &ldquo;Scam centres: the rising sophistication and cross-border impact of fraud&rdquo; ณ ศูนย์ระหว่างประเทศกรุงเวียนนา โดยได้ย้ำความสำคัญของไทยในการต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัย และพื้นที่ซึ่งธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมอ่อนแอหรือขาดหาย ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคนทั่วโลก ทั้งด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญในการจัดการกับอาชญากรรมดังกล่าว</p>

<p>โดยไทยได้ประกาศให้การต่อต้านอาชญากรรมการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับการดำเนินการทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการส่งเสริมความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization: INTERPOL) รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ส่งเสริมการสืบสวนสอบสวนและการตอบสนองข้ามพรมแดนอย่างทันท่วงที และเสริมสร้างขีดความสามารถในการติดตามและนำทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดคืนสู่ผู้เสียหายโดยเร็ว</p>

<p>ที่ผ่านมาไทยได้ผลักดันการปราบปรามการฉ้อโกง โดยเฉพาะ online scams ผ่านเวทีการประชุมระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการผลักดันประเด็นการต่อต้านการฉ้อโกงให้เป็นวาระสำคัญของโลก และต่อยอดผลการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) เมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความตระหนักในระดับโลกถึงปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ไปด้วยกัน</p>

<p>จากนั้นได้กล่าวถ้อยแถลงและประกาศคำมั่นเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงของประเทศไทยในกิจกรรม High-level Special Session on national commitment/ pledges on combatting fraud ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งย้ำว่า การฉ้อโกงในระดับโลก โดยเฉพาะการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อประชาคมระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเงินและละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้กระทำผิด (forced criminality) โดยเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ดำเนินการข้ามพรมแดน ทำให้มีความยากลำบากต่อการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ประชาคมระหว่างประเทศจึงต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับขบวนการฉ้อโกง พร้อมแสดงความรับผิดชอบและเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อการทำลายเครือข่ายอาชญากรหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งของปฏิบัติการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งไทยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งประกาศคำมั่นว่า&nbsp;</p>

<ol>
	<li>ประเทศไทยจะเสริมสร้างและบังคับใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</li>
	<li>พัฒนาการบูรณาการข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาการตรวจจับการฉ้อโกงและเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามเส้นทางการทำธุรกรรม&nbsp;</li>
	<li>เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐาน</li>
</ol>

<p>พร้อมกันนี้ยังได้ลงนามรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ 2 ฉบับ ได้แก่ (1) Call to Action on Combatting Fraud และ (2) Global Public-Private Partnership Framework against Fraud โดยมีนาย John Brandolino รักษาการผู้อำนวยการบริหารสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา พร้อมผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้กล่าวเปิดกิจกรรมคู่ขนาน จัดโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ในหัวข้อ &ldquo;Intelligent Threats with a Global Reach: The Evolution of Scam Centres and Cybercrime in Southeast Asia&rdquo; โดยได้สะท้อนถึงภัยคุกคามจากอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาครวมถึงไทย เป็นด่านหน้าและรับผลกระทบจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีความซับซ้อนและมีวิวัฒนาการที่รวดเร็ว โดยไม่ได้เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อปราบปรามปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประชุมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเชื่อมโยงและสอดประสานความพยายามของทุกฝ่ายเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา ซึ่งกิจกรรมคู่ขนานนี้จะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว และการเข้าร่วมการประชุมของประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทอย่างต่อเนื่องของประเทศในการผลักดันประเด็นการต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ให้เป็นวาระสำคัญของโลก และย้ำความสำคัญของการส่งเสริมหลักนิติธรรม การเสริมสร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงดังกล่าว</p>

<p>อีกทั้ง นายสีหศักดิ์ ยังได้หารือกับนางสาวชาร์ล็อตต์ คูเกิลเบิร์ก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมราชอาณาจักรสวีเดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้ง ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ทั้งนี้นางสาวชาร์ล็อตต์ ขอบคุณประเทศไทยสำหรับความร่วมมือในการปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงิน&nbsp;และหวังที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านนี้ต่อไป</p>

<p>(17 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ ได้หารือกับนางเบอาเทอ ไมเนิล-ไรซิงเงอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การส่งเสริมระบอบพหุภาคีนิยม ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ทั้งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) และ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe : OSCE) ในฐานะที่ประเทศไทยเป็น Asian Partner for Co-operation รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของออสเตรียกับอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคอื่น ๆ โดยฝ่ายไทย ยืนยันสนับสนุนบทบาทและความร่วมมือของออสเตรียต่ออาเซียน นอกจากนี้ได้หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรีย&nbsp;ทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกระดับกลไกความร่วมมือด้านการเมือง การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก การพัฒนาคนและทักษะฝีมือแรงงาน และความร่วมมือด้านการศึกษา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026032700db790e6ec30ffb209bc34b88c7526d164233.jpg' type='image/jpg' length='47814' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คนไทยในตะวันออกกลางเดินทางกลับไทย แล้ว 351 คน รัฐบาล ย้ำ เร่งให้ความช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489271</link>
<guid isPermaLink="false">491cde711618d822398e2d83f9ec38a4</guid>
<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 16:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; (10 มี.ค. 69) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าในการ<br />
ให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดีเนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง และพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด รวมถึงลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ ส่วนสายการบิน Qatar Airways ที่กลับมาทำการบินบางส่วนนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งว่าสายการบินดังกล่าวจะมีเที่ยวบินมากรุงเทพฯ ในวันที่ 11 มีนาคม 2569</p>

<p>สำหรับการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่านช่วงเช้าวันที่ 10 มีนาคม 2569 คนไทยกลุ่มที่เหลือที่อพยพออกจากอิหร่านรอบแรกเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมาและได้พักรอที่เมืองวานของตุรกีก่อนหน้านี้<br />
ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วรวม 23 คน โดยมีนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังมีคนไทยในอิหร่านชุดที่ 2 จำนวน 69 คน กำลัง &nbsp; เดินทางออกจากอิหร่านไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยคนไทยบางส่วนจะเดินทาง โดยเครื่องบินกลับประเทศไทยในวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ระหว่างประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวก ในการเดินทางกลับประเทศไทย ส่วนที่ อิรัก ยังมีคนไทยอีก 14 คน ที่จะอพยพออกจากอิรัก โดยการประสานงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน เพื่อมาที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ตุรกี โดยศูนย์ปฏิบัติการฯ พร้อมรองรับและประสานการเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยกลุ่มนี้ต่อไป ในส่วนของประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ อาทิ ยูเออี และจอร์แดน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้กับคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ทั้งเรื่องการอนุญาตเดินทางผ่านแดน อาทิ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และอิรัก เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และตุรกี เพื่อเดินทางกลับไทย หรือไปยังประเทศที่ 3 ทางอากาศต่อได้โดยรวมขณะนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างและได้รับความช่วยเหลือจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางให้เดินทางกลับประเทศไทยรวมแล้ว 351 คน</p>

<p>ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย อีกทั้งเพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคนที่ยังพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงขอความร่วมมือประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุมหรือการประท้วงในประเทศที่มีความขัดแย้ง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยความห่วงกังวลอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการสันติภาพ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งใช้แนวทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้น ทั้งนี้ความปลอดภัยของคนไทยที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดในขณะนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20260327977a1db736702ee6693b7683b3623f82163708.jpg' type='image/jpg' length='47308' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มมาตรการ Work from Home งดดูงานต่างประเทศ ทันที รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489268</link>
<guid isPermaLink="false">aba807540a3f1bd9ec05e614dccc40b4</guid>
<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 16:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;(10 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการดังนี้</p>

<ol>
	<li>เริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ทันทีในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน&nbsp;เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ</li>
	<li>งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน</li>
</ol>

<p>นายกรัฐมนตรี ยังกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการดังกล่าวโดยคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งนี้รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ&nbsp;ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่</p>

<p>โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง ศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ</p>

<p>สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดย ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้</p>

<ul>
	<li>&nbsp;ปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26 - 27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเนคไท ยกเว้นมีงานพิธีการ</li>
	<li>&nbsp;ลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น</li>
	<li>&nbsp;ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน</li>
	<li>&nbsp;ลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้</li>
	<li>&nbsp;ลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร</li>
	<li>&nbsp;ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม</li>
</ul>

<p>นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น</p>

<ul>
	<li>&nbsp;การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ</li>
	<li>&nbsp;การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม</li>
	<li>&nbsp;การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool</li>
	<li>&nbsp;การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน</li>
</ul>

<p>อีกทั้ง รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน ในช่วงสถานการณ์วิกฤตหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน เห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หรี่การใช้ไฟฟ้าในป้ายโฆษณาสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป และกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก ทั้งนี้หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202603270b77ade7a8a8dbdd7476e468dfff1fe5163500.jpg' type='image/jpg' length='1208858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” สั่งควบคุมราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน “ท่องเที่ยว” เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้าง]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489251</link>
<guid isPermaLink="false">634e0271e70585e85ae84db1354999e7</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; สั่งควบคุมราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน &ldquo;ท่องเที่ยว&rdquo; เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้าง &nbsp;<br />
บทสรุป</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ได้กำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ เพื่อป้องกันผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการและประชาชน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส 2. การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง 3. การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4. การประสานงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; ที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ 5. การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ในการรายงานสถานการณ์การค้าและให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทย 6. การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา โดยกรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน &nbsp;อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ พร้อมย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด และสั่งการประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ทั้งนี้การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การกักตุนสินค้า หรือ<br />
กระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนิน 3 มาตรการ ได้แก่ 1. แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ 2. สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก และ 3. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการภายในจังหวัดตามแนวทางและมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้างและวีซ่าหมดอายุหากประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ จะได้รับการยกเว้นค่าเปรียบเทียบปรับ ส่วนผู้ที่ประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว จะต้องเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีกครั้งละ ไม่เกิน 30 วัน มาตรการดังกล่าวให้มีผลทันทีจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ</p>

<p>รายละเอียด<br />
(3 มี.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พบว่า ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศ<br />
คู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;<br />
คิดเป็นร้อยละ 3.67 ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวม<br />
อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญจะอยู่ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีความตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทางซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย<br />
นอกจากนี้ราคาพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; ในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์จึงประเมินว่าแม้ผลกระทบทางตรงยังจำกัดแต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านกลไกราคาและโลจิสติกส์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จึงกำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่<br />
1. การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า<br />
2. การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น<br />
3. การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกับภาคเอกชนประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า&nbsp;<br />
และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง<br />
4. การประสานงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก<br />
5. การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง<br />
6. การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง<br />
ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที<br />
ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออก<br />
ให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169<br />
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงานเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงนี้ จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนและเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย ทั้งนี้การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ &nbsp;การกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ<br />
ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอและยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็น<br />
ต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ขณะที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่ 1. แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ โดยป้องกันการฉกฉวยโอกาสการขึ้นราคาและการกักตุน รวมทั้งกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 2. สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจการดำเนินงานของภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้กับประชาชน และ 3. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการภายในจังหวัดตามแนวทางและมาตรการของรัฐบาลและของทุกส่วนราชการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเป็นช่องทางเพื่อรับแจ้งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนในกรณีมีผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว<br />
ส่วนการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภาพรวมการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง สะสม 4 วัน (28 ก.พ. - 3 มี.ค. 69) มีการยกเลิกเที่ยวบินขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้ สำหรับผู้ที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้&nbsp;<br />
- กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ<br />
- กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยผู้ยื่น<br />
คำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้<br />
- แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7)<br />
- สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง<br />
- หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว&nbsp;<br />
ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้)<br />
- แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)<br />
ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202603273b58f5d3672e08f7d61f75b498dafa2c161055.jpg' type='image/jpg' length='1357058' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งพลังงาน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน ยืนยัน น้ำมันเพียงพอ ขอประชาชนอย่ากักตุน]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/489241</link>
<guid isPermaLink="false">592be36653714b9629d941cb814d355e</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;(3 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงฯ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทย ตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายงานคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและเตรียมเส้นทางการอพยพทั้งทางบกและอากาศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้า ตลอดจนประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด&nbsp;</p>

<p><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงจำนวนประมาณ 270 - 300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วนเหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและกำหนดการเดินทาง สำหรับประเทศอิสราเอลซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก แม้ขณะนี้สถานการณ์ ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง&nbsp;</p>

<p><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศได้โดยตรงจะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด</p>

<p><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงานจากกรณีที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ โดยปัจจุบันไทยยังคงสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน ยกเว้นการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และปัจจุบันไทยยังต้องซื้อไฟจากลาว อย่างไรก็ตามน้ำมันที่ส่งออกไปลาวเป็นส่วนที่เหลือหรือเกินจากปริมาณการใช้ในประเทศไทย ส่วนเรื่องราคาน้ำมันหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน รัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้ง โดยสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทุกสถานีขายน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ ยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤตและไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเท่านั้นแต่ยังมีแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน เพื่อตรึงราคาสินค้าที่มีผลกระทบต่อต้นทุนจากการใช้ชีวิตของประชาชน ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ล่าสุดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ประชุม กบน. โดยที่ประชุมมีมติให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยวันที่ 4 มีนาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันทุกสถานีจำหน่ายน้ำมันดีเซลลิตรละ 29.94 บาทต่อลิตร และเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.77 บาทต่อลิตร อีกทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 0.38 - 0.70 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกชนิดที่หน้าสถานีบริการมีราคาคงเดิม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์เนื่องจากมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจเกิดผลกระทบต่อการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพลังงานจึงต้องเฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกส่งสัญญาณผันผวนต่อเนื่อง และเพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศได้รับผลกระทบมากเกินไป ที่ประชุม กบน. จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยลดแรงกระแทกดังกล่าว โดยลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ เพื่อให้ราคาขายปลีกคงเดิม และขอให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะยังมีสำรองน้ำมันเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อประชาชนมากนัก ทั้งนี้ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ เป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับน้ำมันที่ใช้ในประเทศ 50% มาจากตะวันออกกลางยังมี 1 ใน 3 ที่ไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีน้ำมันอีก 40% ไม่ผ่านตะวันออกกลาง ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ไทยยังมีเวลาในการหาแหล่งอื่น ส่วนน้ำมันสำรองที่มีประมาณ 60 วัน หมายถึงกรณีที่ไม่มีมาจากแหล่งอื่น ขณะนี้ได้มีการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าไทยมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ ส่วนกรณีแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า 20% ผ่านจากกาตาร์ 10-20% ไทยสามารถหาจากแหล่งอื่นได้ เช่น เพิ่มก๊าซในอ่าวไทย รวมถึงเจรจากับมาเลเซีย หรือ สปป.ลาว เป็นแผนสำรอง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการน้ำมัน และไฟฟ้าได้ไม่ขาดแคลน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน การกักตุนน้ำมันในปริมาณมาก เข้าข่ายผิดกฎหมายและอาจเกิดอันตรายจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี กระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต พร้อมที่จะดำเนินมาตรการระงับการส่งออกตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนไทยเป็นสำคัญ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#นายกสั่งพลังงานตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ29บาท94สตางค์15วัน #ยืนยันน้ำมันเพียงพอขอประชาชนอย่ากักตุน #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงการต่างประเทศ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2026032765b0b81440bfe711006abc8f0926fccf160709.jpg' type='image/jpg' length='1229179' />
</item>
</channel>
</rss>
