<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[คลังความรู้]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/8</link>
<atom:link href="https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/8" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[Long COVID ]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/203423</link>
<guid isPermaLink="false">cd6789617376799d7c7530f3db0553ff</guid>
<pubDate>Mon, 07 Aug 2023 13:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s171/u797/แบบ_IOC_New_29_.png" style="width: 300px; height: 212px;" /></p>

<p><strong><span style="color:#ff0000;">Long COVID</span></strong> &nbsp;<strong>หรืออาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19 ในระยะยาว</strong> เนื่องจากในขณะที่ป่วยโควิด-19 ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีบางอย่างขึ้นมา และไปจับกับโปรตีนเซลล์ของอวัยวะบางส่วนในร่างกาย และไปทำลายอวัยวะส่วนต่าง ๆ&nbsp;</p>

<p>ซึ่งอาการลองโควิด มักจะพบในผู้ป่วยที่เชื้อลงปอดและมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่งผลให้ปอดทำงานหนัก ปอดไม่แข็งแรง ส่งผลให้แลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่เต็มที่ เหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอด และมีอาการผิดปกติอื่นๆ<br />
<br />
ดังนั้นควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ และรู้ถึงอาการระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย เพื่อได้รู้เท่าทัน และดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี<br />
<br />
<strong>อาการที่พบบ่อย</strong><br />
จะมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงทำให้ร่างกายทรุดโทรม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคลอาจมีอาการเหมือนกันหรือต่างกันได้ โดยอาการที่พบมากที่สุดคือ</p>

<ul>
	<li>เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม</li>
	<li>อ่อนเพลีย</li>
	<li>ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ</li>
	<li>กล้ามเนื้อไม่มีแรง</li>
	<li>ไอเรื้อรัง</li>
	<li>การรับรสได้กลิ่นผิดปกติ</li>
	<li>รู้สึกเหมือนมีไข้</li>
	<li>ปวดศีรษะ มึนศีรษะ</li>
	<li>นอนไม่หลับ</li>
	<li>ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ</li>
	<li>มีภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า เครียด</li>
	<li>ใจสั่น แน่นหน้าอก</li>
	<li>ท้องเสีย ท้องอืด</li>
</ul>

<p><strong>กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นภาวะ Long Covid</strong></p>

<ul>
	<li>ผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อโควิด-19 และมีภาวะปอดอักเสบรุนแรง</li>
	<li>ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป</li>
	<li>ผู้ที่มีโรคประจำตัว</li>
	<li>ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน</li>
	<li>เพศหญิงมีความเสี่ยงมากกว่าเพศชาย</li>
</ul>

<p><strong>ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้</strong></p>

<ul>
	<li>กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)</li>
	<li>สมองล้า (Brain Fog)</li>
	<li>ภาวะพร่องทางระบบประสาทอัตโนมัติ (Dysautonomia)</li>
	<li>ภาวะ อาการอักเสบของปลอกหุ้มเส้นประสาท (Guillain - Barre Syndrome)</li>
	<li>โรคไฟโบรมัยอัลเจีย หรือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Fibromyalgia)</li>
	<li>โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)</li>
</ul>

<p><strong>การปฏิบัติตัวเมื่อหายจากโควิด-19 เพื่อลดการเกิดภาวะ Long Covid</strong></p>

<ul>
	<li><strong>ดูแลตนเองเพื่อฟื้นฟูร่างกาย&nbsp;</strong>อาการลองโควิด มีความรุนแรงแตกต่างกัน หากอาการรุนแรงต้องทำการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ หากอาการน้อยสามารถกลับบ้านได้ต้องหมั่นออกกำลังกายแบบเบาๆ เพื่อไม่ให้ปอดทำงานหนักเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายจะค่อยๆฟื้นตัวและปรับตัวกลับสู่สภาวะที่แข็งแรง</li>
</ul>

<ul>
	<li><strong>ตรวจสุขภาพเพื่อดูความสมบูรณ์ของร่างกาย&nbsp;</strong>การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นการตรวจดูความแข็งแรงของร่างกาย จะสามารถช่วยตรวจสอบได้ว่าจุดไหนของร่างกายมีการทำงานที่ผิดปกติ เพื่อทำการรักษาได้ต่อไป</li>
</ul>

<p><br />
อาการลองโควิด เป็นผลจากความผิดปกติภายในร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ควรให้ความสำคัญกับการสังเกตอาการตนเอง พบแพทย์เพื่อประเมินร่างกาย และวางแผนฟื้นฟูที่ถูกต้อง เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ระยะยาวจะส่งผลต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงหากปล่อยนานเกินไปอาจเป็นอันตรายได้</p>

<p>อาการ Long COVID เป็นอาการเจ็บป่วยที่ไม่มีลักษณะตายตัว อาจเหมือนหรือต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งผลกระทบของ Long COVID สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ระบบหายใจ, ระบบประสาท,ระบบทางเดินอาหาร,หัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยบางรายมีอาการต่อเนื่องได้นานมากกว่าคนปกติ ซึ่งอาการทางระบบหัวใจและปอด ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะ Long Covid คือ เจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยเรื้อรัง ไอเรื้อรัง ทำให้ผู้ที่หายป่วยบางรายยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเดิม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว แนะนำให้เน้นกินโปรตีน เช่น ปลา ไข่ ถั่ว นม,โพรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว, วิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ และหมั่นออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน<br />
<br />
<strong>หากผู้ที่หายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้วยังมีอาการที่กล่าวมา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น กรณีมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20230807ed79fd1c9bb10b19b81b167901d3f879131718.png' type='image/png' length='4036517' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วิตามินซีในอาหารหรือเครื่องดื่มผสมวิตามินซี]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/17523</link>
<guid isPermaLink="false">ebcdf69bf5d972357801ac6898d3201c</guid>
<pubDate>Thu, 06 May 2021 12:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><font>เครื่องดื่มผสมวิตามินซีสุดฮิตที่หลายคนเลือกซื้อมาดื่ม โดยคาดหวังจะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลาก แต่จะจริงหรือไม่นะ มาดูกัน</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิตามินซี ทำหน้าที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาท อีกทั้งยังช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยจัดเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไป แต่รู้หรือไม่ว่า&nbsp;วิตามินซีในผลิตภัณฑ์อาหารเสื่อมสลายได้ง่ายมาก&nbsp;หากสัมผัสแสงแดดหรือความร้อน โดยปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณการสลายตัวของวิตามินซี ประกอบด้วย</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.&nbsp;อุณหภูมิ ความร้อน แสงสว่าง&nbsp;เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้วิตามินซีเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสลายตัวอย่างรวดเร็ว</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.&nbsp;ออกซิเจน&nbsp;วิตามินซีในรูปสารละลายจะไวต่อการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศและเปลี่ยนเป็น Dehydroascorbic acid หรือเปลี่ยนเป็นสารอื่น</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.&nbsp;ประเภทและชนิดของผลิตภัณฑ์อาหาร&nbsp;เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารของเหลว หรือความชื้นสูง จะมีอัตราการสลายตัวเร็วกว่าอาหารที่มีลักษณะแห้ง หรือความชื้นต่ำ</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4.&nbsp;ความเป็นกรด-ด่าง&nbsp;วิตามินซีจะคงตัวดีในสภาวะที่เป็นกรดและสลายตัวง่ายในสภาวะที่เป็นด่าง</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5.&nbsp;ภาชนะบรรจุที่เป็นโลหะ&nbsp;เช่น เหล็กและทองแดง จะเร่งให้วิตามินซีสลายตัวเร็วกว่าขวดแก้วหรือพลาสติก</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6.&nbsp;รูปแบบของวิตามินซีที่เติมลงในผลิตภัณฑ์&nbsp;เช่น วิตามินซีในรูป L-ascorbate 2-polyphosphate มีการสลายช้ากว่า L-ascorbate 2-monophosphate และ L-ascorbic acid</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เราสามารถป้องกันการสลายตัวของวิตามินซีในผลิตภัณฑ์อาหารได้โดย ออกแบบหรือเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ภาชนะบรรจุทึบแสง หรือแบบ Multi-layer material&nbsp; ควบคุมการขนส่งและสถานที่เก็บรักษาอย่างเหมาะสมโดยหลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดด&nbsp;&nbsp; การใช้เทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ มาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถป้องกันการสลายตัวของวิตามินซีได้ เช่น เทคโนโลยี Encapsulation หรือ ใช้สารช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เป็นต้น</font></p>

<p><font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินซีในอาหารหรือเครื่องดื่มผสมวิตามินซีที่อยู่ในภาชนะบรรจุทึบแสง และเก็บรักษาโดยหลีกเลี่ยงความร้อนหรือแสงแดด</font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20210506e3ca485a90193bcdb06689780ad0595d124738.jpg' type='image/jpg' length='49519' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไปทำงานอย่างปลอดภัย ห่างไกล COVID-19]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/17522</link>
<guid isPermaLink="false">c8f4cd930ebd92f997b76c1732886ba6</guid>
<pubDate>Thu, 06 May 2021 12:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2021050659b514174bffe4ae402b3d63aad79fe0124417.jpg' type='image/jpg' length='8030' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความเครียด และวิธีแก้ความเครียด]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/17520</link>
<guid isPermaLink="false">81ce8d59940f35e67e62122af4e4bafc</guid>
<pubDate>Thu, 06 May 2021 12:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">คุณเคยนอนไม่หลับเพราะคิดมากหรือกังวลใจบ้างหรือเปล่า?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายจนไม่อยากทำอะไรบ้างไหม?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">เคยมีอาการปวดหรือเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอย หลัง หรือไหล่ ทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงทำอะไรเลย?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ถ้าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาคุณมีอาการเหล่านี้...</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">แสดงว่าคุณกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะความเครียดในระยะเริ่มแรกแล้ว</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">มาทำความรู้จักกันก่อนว่า &quot;ความเครียด&quot; คืออะไร?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ความเครียดเป็นภาวะของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ และทำให้รู้สึกถูกกดดัน ไม่สบายใจ วุ่นวายใจ กลัว วิตกกังวล ตลอดจนถูกบีบคั้น เมื่อบุคคลรับรู้หรือประเมินว่าปัญหาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คุกคามจิตใจ หรืออาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จะส่งผลให้สภาวะสมดุลของร่างกายและจิตใจเสียไป</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">แบบไหนถึงจะเรียกว่าเครียด?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">เมื่อเกิดความเครียด บุคคลจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย ด้านจิตใจและอารมณ์ รวมทั้งด้านพฤติกรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป และความเครียดเหล่านั้นคลายลง ร่างกายจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ความเครียดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้าง?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ผลจากปฏิกิริยาตอบสนองที่มีต่อความเครียด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลนั้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">1. ด้านร่างกาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ภาวะที่เครียดเกิดขึ้นจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการหน้ามืด&nbsp;</font>เป็นลม เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน แผลในกระเพาะอาหาร เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเครียดเป็นเวลานาน จะทำให้สุขภาพร่างกายเลวลงเนื่องจากเกิดความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมน ซึ่งเป็นชีวเคมีที่สำคัญต่อมนุษย์ เพราะทำหน้าที่ช่วยควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายใน ขณะเกิดความเครียดจะทำให้ต่อมใต้ถูกกระตุ้น ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) เพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดอาการทางกายหลายอย่างแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย หากบุคคลนั้นต้องเผชิญกับความเครียดที่รุนแรงมากๆ อาจส่งผลให้บุคคลเสียชีวิตได้เนื่องจากระบบการทำงานที่ล้มเหลวของร่างกาย เช่นคนที่มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว หากเกิดความเครียดอย่างรุนแรง ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะไปกระตุ้นระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นหรือลดต่ำลงอย่างผิดปกติ และทำให้เกิดอาการช็อกได้ หรือในบางรายที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้เกิดเป็นอาการของโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ต่างๆ โรคผิวหนัง อาจมีอาการผมร่วงและมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับคนปกติ</font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">2.&nbsp; ด้านจิตใจและอารมณ์</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">จิตใจของบุคคลที่เครียดจะเต็มไปด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิด ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ใจลอย&nbsp;</font>ขาดสมาธิ ความระมัดระวังในการทำงานเสียไปเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จิตใจขุ่นมัว โมโหโกรธง่าย สูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะจัดการกับชีวิตของตนเอง เศร้าซึม คับข้องใจ วิตกกังวล ขาดความภูมิใจในตนเอง ในบางรายที่ตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างยาวนานมาก อาจก่อให้เกิดอาการทางจิต จนกลายเป็นโรคจิตโรคประสาทได้ เนื่องจากการเผชิญต่อภาวะเครียดเป็นเวลานานฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะทำให้เซลล์ประสาทฝ่อและลดจำนวนลง โดยเฉพาะในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับกับความจำและสติปัญญา ความเครียดจึงทำให้ทำให้ความจำและสติปัญญาลดลง และยังมีผลต่อการทำงานของระบบสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และพฤติกรรมโดยเฉพาะสารสื่อประสาท จึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลกว่าเวลาปกติ</font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">3. ด้านพฤติกรรม</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายดังที่กล่าวในข้างต้น ไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบการ</font>ทำงานของร่างกายผิดเพี้ยนไป แต่ยังทำให้พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลเปลี่ยนแปลงด้วย ยกตัวอย่างเช่น บุคคลที่เครียดมากๆ บางรายจะมีอาการเบื่ออาหารหรือบางรายอาจจะรู้สึกว่าตัวเองหิวอยู่ตลอดเวลาและทำให้มีการบริโภคอาหารมากกว่าปกติ มีอาการนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง เริ่มปลีกตัวจากสังคม และเผชิญกับความเครียดอย่างโดดเดี่ยว บ่อยครั้งบุคคลจะมีพฤติกรรมการปรับตัวต่อความเครียดในทางที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา เล่นการพนัน การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางอย่างในสมองทำให้บุคคลมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ความอดทนเริ่มต่ำลง พร้อมที่จะเป็นศัตรูกับผู้อื่นได้ง่าย อาจมีการอาละวาดขว้างปาข้าวของ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายร่างกายตนเอง หรือหากบางรายที่เครียดมากอาจเกิดอาการหลงผิดและตัดสินใจแบบชั่ววูบนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด</font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ทำอย่างไรจึงจะหายจากอาการเครียดได้?</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<ol>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">พิจารณาดูว่าสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้หรือไม่ หากแก้ไขไม่ได้อาจต้อง</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะบางครั้งปัญหานั้นอาจไม่ได้เกิดจากเราเพียงคนเดียวก็ได้</font></font></li>
</ol>

<p>&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">สารพัดวิธีในการจัดการกับความเครียด</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<ul>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">การผ่อนคลายทางร่างกาย เช่น การหายใจลึกๆ การออกกำลังกาย การนวด</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">การพักผ่อน การรับประทานอาหาร การอาบน้ำอุ่น</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">การลดความตึงเครียดทางจิตใจ เช่น การสร้างอารมณ์ขัน การคิดใทางบวก</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การหัวเราะ การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ การใช้เทคนิคความเงียบ เพื่อหยุดความคิดของตัวเอง ในเรื่องที่ทำให้เครียด</font></font></li>
</ul>

<p>&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">&nbsp;</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">สำหรับการฝึกคลายเครียดนั้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการเครียดในระดับน้อยๆควรฝึกบ่อยๆ วันละ 2-3 ครั้ง และควรฝึกทุกวัน ต่อเมื่อฝึกจนชำนาญแล้วจึงลดลงเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ หรืออาจฝึกเฉพาะเมื่อรู้สึกเครียดเท่านั้นก็ได้ แต่อยากแนะนำให้ฝึกทุกวัน โดยเฉพาะก่อนนอนจะช่วยให้จิตใจสงบ และนอนหลับสบายขึ้น</font></font></p>

<dir>
</dir>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">วิธีที่จะนำเสนอต่อไปนี้ นับเป็นวิธีการเฉพาะในการลดความเครียด ของ&nbsp;กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข&nbsp;(<a href="https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/47/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/%E2%80%99http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1012%E2%80%99">http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1012</a>)ซึ่งสามารถลดความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันได้ เพราะในขณะที่เกิดความเครียด กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายจะหดเกร็งและจิตใจจะวุ่นวายสับสน ดังนั้น เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดส่วนใหญ่จึงเน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการทำจิตใจให้สงบเป็นหลัก ซึ่งวิธีที่จะนำเสนอในที่นี้ จะเป็นวิธีง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">1. การฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">กล้ามเนื้อที่ควรฝึกมี 10 กลุ่มด้วยกัน คือ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">1. แขนขวา</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">2. แขนซ้าย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">3. หน้าผาก</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">4. ตา แก้มและจมูก</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">5. ขากรรไกร ริมฝีปากและลิ้น</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">6. คอ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">7. อก หลัง และไหล่</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">8. หน้าท้อง และก้น</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">9. ขาขวา</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">10. ขาซ้าย</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">วิธีการฝึกมีดังนี้</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- นั่งในท่าสบาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- เกร็งกล้ามเนื้อไปทีละกลุ่ม ค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วคลายออก จากนั้นก็เกร็งใหม่สลับกันไปประมาณ 10 ครั้ง ค่อยๆ ทำไปจนครบทั้ง 10 กลุ่ม</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- เริ่มจากการกำมือ และเกร็งแขนทั้งซ้ายขวาแล้วปล่อย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- บริเวณหน้าผาก ใช้วิธีเลิกคิ้วให้สูง หรือขมวดคิ้วจนชิดแล้วคลาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- ตา แก้ม และจมูก ใช้วิธีหลับตาปี๋ ย่นจมูกแล้วคลาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- ขากรรไกร ริมฝีปากและลิ้น ใช้วิธีกัดฟัน เม้มปากแน่นและใช้ลิ้นดันเพดานโดยหุบปากไว้แล้วคลาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- คอ โดยการก้มหน้าให้คางจรดคอ เงยหน้าให้มากที่สุดแล้วกลับสู่ท่าปกติ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- อก หลัง และไหล่ โดยหายใจเข้าลึกๆ แล้วเกร็งไว้ ยกไหล่ให้สูงที่สุดแล้วคลาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- หน้าท้องและก้น ใช้วิธีแขม่วท้อง ขมิบกันแล้วคลาย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- งอนิ้วเท้าเข้าหากัน กระดกปลายเท้าขึ้นสูง เกร็งขาซ้ายและขวาแล้วปล่อย</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">การฝึกเช่นนี้จะทำให้รับรู้ถึงความเครียดจากการเกร็งกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ และรู้สึกสบายเมื่อคลายกล้ามเนื้อออกแล้ว</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ดังนั้น ครั้งต่อไปเมื่อเครียดและกล้ามเนื้อเกร็งจะได้รู้ตัว และรีบผ่อนคลายโดยเร็ว ก็จะช่วยได้มาก</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">2. การฝึกการหายใจ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ฝึกการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณหน้าท้องแทนการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอก</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">เมื่อหายใจเข้า หน้าท้องจะพองออก และเมื่อหายใจออก หน้าท้องจะยุบลง ซึ่งจะรู้ได้โดยเอามือวางไว้ที่หน้าท้องแล้วคอยสังเกตเวลาหายใจเข้าและหายใจออก</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">หายใจเข้าลึกๆ และช้าๆ กลั้นไว้ชั่วครู่แล้วจึงหายใจออก</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ลองฝึกเป็นประจำทุกวัน จนสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">การหายใจแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ทำให้สมองแจ่มใส ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน พร้อมเสมอสำหรับภารกิจต่างๆ ในแต่ละวัน</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">3. การทำสมาธิเบื้องต้น</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">เลือกสถานที่ที่เงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน เช่น ห้องพระ ห้องนอน ห้องทำงานที่ไม่มีคนพลุกพล่าน หรือมุมสงบในบ้าน</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือชนกันหรือมือขวาทับมือซ้ายตั้งตัวตรง หรือจะนั่งพับเพียบก็ได้ตามแต่จะถนัด</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">กำหนดลมหายใจเข้าออก โดยสังเกตลมที่มากระทบปลายจมูก หรือริมฝีปากบน ให้รู้ว่าขณะนั้นหายใจเข้าหรือออก</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 1</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">นับไปเรื่อยๆ จนถึง 5</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">เริ่มนับใหม่จาก 1-6 แล้วพอ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">กลับมานับใหม่จาก 1-7 แล้วพอ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">กลับมานับใหม่จาก 1-8 แล้วพอ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">กลับมานับใหม่จาก 1-9 แล้วพอ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">กลับมานับใหม่จาก 1-10 แล้วพอ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ย้อนกลับมาเริ่ม 1-5 ใหม่ วนไปเรื่อยๆ</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ขอเพียงจิตใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกเท่านั้น อย่าคิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่น เมื่อจิตใจแน่วแน่จะช่วยขจัดความเครียด ความวิตกกังวล ความเศร้าหมอง เกิดปัญญาที่จะคิดแก้ไขปัญหาและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีสติ มีเหตุมีผล และยังช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นด้วย</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">4. การใช้เทคนิคความเงียบ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">การจะสยบความวุ่นวายของจิตใจที่ได้ผล คงต้องอาศัยความเงียบเข้าช่วย โดยมีวิธีการดังนี้</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- เลือกสถานที่ที่สงบเงียบ มีความเป็นส่วนตัว และควรบอกผู้ใกล้ชิดว่าอย่าเพิ่งรบกวนสัก 15 นาที</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น หลังตื่นนอน เวลาพักกลางวัน ก่อนเข้านอน ฯลฯ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ถ้านั่งควรเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงศีรษะอย่าไขว่ห้างหรือกอดอก</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- หลับตา เพื่อตัดสิ่งรบกวนจากภายนอก</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- หายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">- ทำใจให้เป็นสมาธิ โดยท่องคาถาบทสั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมา เช่น พุทโธ พุทโธ หรือจะสวดมนต์บทยาวๆ ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ เช่น สวดพระคาถาชินบัญชร 3-5 จบ เป็นต้น</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ฝึกครั้งละ 10-15 นาที ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง แรกๆ ให้เอานาฬิกามาวางตรงหน้า และลืมตาดูเวลาเป็นระยะๆ เมื่อฝึกบ่อยเข้าจะกะเวลาได้อย่างแม่นยำ ไม่ควรใช้นาฬิกาปลุก เพราะเสียงจากนาฬิกาจะทำให้ตกใจเสียสมาธิ และรู้สึกหงุดหงิดแทนที่จะสงบ</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">การปรับตัวเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<ul>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">หาผู้ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ อาจเป็นเพื่อน ครอบครัว คนใกล้ชิด ผู้ให้คำปรึกษา (Counselor) หรือจิตแพทย์</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาไปสักระยะหนึ่ง</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">พยายามไม่คาดหวังในสิ่งต่าง ๆ มากจนเกินไป</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">หลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์รุนแรง</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">ออกกำลังกายทุกวัน</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">สนใจศึกษาคำสอนของศาสนา</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">ปรับปรุงเรื่องมนุษยสัมพันธ์</font></font></li>
</ul>

<p>&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">&nbsp;</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ขั้นตอน สู่การควบคุมความเครียด</font></font></p>

<p dir="'ltr'">&nbsp;</p>

<ul>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">คิดในแง่ดี</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">มีปัญหาเล่าสู่กันฟัง</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">สร้างความรักความอบอุ่นในครอบครัว</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">รักษาสุขภาพกายและจิตใจให้แข็งแกร่ง</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">ฝึกเทคนิคคลายเครียดด้วยวิธีการต่างๆ</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">วางแผนการบริหารจัดการเวลา</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">จัดการสิ่งที่จัดการได้ก่อน</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">เลือกสิ่งที่เป็นไปได้จริง</font></font></li>
	<li><font><font face="Tahoma" size="4">ตัดสินใจอย่างฉลาด</font></font></li>
</ul>

<p>&nbsp;</p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">&nbsp;</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">อยากรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดหรือเปล่า?</font></font></p>

<p dir="'ltr'"><font><font face="Tahoma" size="4">ทดลองทำแบบประเมินความเครียดออนไลน์ ที่จัดทำขึ้นโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่&nbsp;<a href="https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/47/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/%E2%80%99http://www.dmh.go.th/test/stress/asheet.asp?qid=6%E2%80%99">http://www.dmh.go.th/test/stress/asheet.asp?qid=HYPERLINK &quot;http://www.dmh.go.th/test/stress/asheet.asp?qid=6&quot;6</a></font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202105060ca07781c4d348984104a0274c0c4d47123853.jpg' type='image/jpg' length='21953' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เรื่องน่ารู้ หลังฉีดวัคซีน COVID-19]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/287</link>
<guid isPermaLink="false">6438718acf71007cfa400398e24083c5</guid>
<pubDate>Thu, 06 May 2021 12:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>

<p><font>ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ผู้ป่วยเบาหวานก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจะมีข้อมูลในการดูแลรักษาสุขภาพในช่วงวิกฤตดังกล่าว ไปติดตามพร้อมกันครับ</font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable disease, NCD) ที่มีความสำคัญในปัจจุบันจำนวนผู้เป็นเบาหวานในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากพวกเรายังไม่มีความตระหนักในการป้องกัน ดูแลลุขภาพ เพื่อการลดและชะลอการเกิดเบาหวาน&nbsp; เมื่อได้รับการวินิจฉัยเบาหวานแล้ว การดูแลเพื่อการป้องกันและการรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน โดยเฉพาะโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือด อาทิ โรคไต จอประสาทตาเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด&nbsp; ย่อมนำมาซึ่งการสูญเสียทรัพยากรด้านสุขภาพ และทรัพยากรบุคคลอย่างมหาศาล&nbsp; &nbsp;</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">สัญญาณอันตราย</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ร้อยละ 50 ของผู้เป็นเบาหวาน มักจะไม่มีอาการใดที่ชัดเจนและไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวานจนกว่าจะได้มาทำการตรวจโดยการเจาะตรวจระดับน้ำตาลในเลือด และถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่แรก อาการในคนทั่วไปที่ทำให้เริ่มสงสัยว่าตนเองจะเป็นเบาหวาน&nbsp; คือ เมื่อมีอาการปัสสาวะบ่อยมากขึ้น กระหายน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดลง มีแผลที่หายช้ากว่าปกติ และหลายครั้งก็พบว่านำมาด้วยอาการภาวะแทรกซ้อนหลอดเลือด</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวานแบ่งเป็นกี่ชนิด</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวานหากแบ่งตามการสาเหตุของการเกิดโรคจะแบ่งเป็นได้ 4 ชนิด ดังนี้</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวาน ชนิดที่ 1&nbsp;มีการทำลายของเบต้าเซลล์ในตับอ่อนจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผลิตอินซูลินลดลง หรือไม่ผลิตเลย พบได้ตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเล็ก วัยเรียน วัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ตอนต้น ผู้ป่วยส่วนมากผอม มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉินจากน้ำตาลสูงและเลือดเป็นกรด เมื่อได้รับอินซูลิน ทดแทน อาการดีขึ้นจนปกติ&nbsp;* ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องฉีดยาอินซูลินตลอดไป</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวาน ชนิดที่ 2&nbsp;มีภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้ออกฤทธิ์ได้ลดลงและหรือมีความบกพร่องในการผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ ส่วนมากพบในผู้มีอายุ 30 ปีขึ้นไป มักจะมีรูปร่างท้วมหรืออ้วน อาการอาจจะน้อยหรือค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป มักไม่ค่อยมีอาการเมื่อแรกวินิจฉัย สามารถรักษาด้วยการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ ยาลดระดับน้ำตาล มีบางรายต้องใช้ยาฉีดอินซูลิน</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวานขณะตั้งครรภ์&nbsp;เกิดจากการที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินที่เพิ่มมากขึ้น มีปัจจัยจากรกและมารดาอาจผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเริ่มผิดปกติในขณะตั้งครรภ์ ตรวจพบจากการทำการทดสอบความทนน้ำตาล ในหญิงตั้งครรภ์ ปัจจุบันพบมากขึ้น&nbsp; หลายรายเมื่อคลอดบุตรแล้วเป็นเบาหวานต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกรายหลังจากคลอดบุตรจึงจำเป็นต้องรับการตรวจระดับน้ำตาลหลังคลอด 4-6 สัปดาห์ เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">เบาหวานที่มีสาเหตุเฉพาะ&nbsp;มีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม, โรคเบาหวานจากโรคของตับอ่อน โรคเบาหวานจากยา และโรคทางฮอร์โมนผิดปกติ เป็นต้น พบได้ทุกช่วงอายุขึ้นกับสาเหตุ กลุ่มนี้มักมีประวัติ อาการ อาการแสดง ปัจจัยเสี่ยงให้สงสัยภาวะเบาหวานแบบมีเหตุเฉพาะ เช่น มีประวัติคนในครอบครัววินิจฉัยเบาหวานอายุน้อยกว่า 30ปี อาการฮอร์โมนผิดปกติ ประวัติการได้รับยา และผ่าตัดตับอ่อน เป็นต้น</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ในสถานการณ์ COVID-19 ผู้เป็นเบาหวานควรมีการดูแลรักษาตนเองอย่างไร</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">มีข้อมูลพบว่าเบาหวาน ทำให้การทำงานของภูมิคุ้มกันร่างกายเกิดความอ่อนแอลงผิดปกติ หมายความว่าผู้เป็นเบาหวานจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อายุมาก หรือมีโรคร่วมหลายโรค อย่างแรกที่ควรทำคงเหมือนบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่ที่ควรเคร่งครัดมากกว่า คือ การป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้&nbsp; ดูแลตนเองเรื่องเบาหวานอย่างใกล้ชิด และรีบพบแพทย์ถ้ามีความเสี่ยงหรือมีอาการของโรค ได้แก่</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ปฏิบัติตัวลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ควรล้างมือบ่อย ๆ ไม่ว่าด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำเปล่ากับสบู่ การใส่หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการไอ จาม หรือจำเป็นต้องไปในที่แออัด ชุมชน หรือออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการออกไปภายนอกโดยไม่จำเป็น และต้องหลีกเลี่ยงการจับต้องสิ่งของภายนอก ใบหน้าตนเอง ไม่ใช้สิ่งของบางอย่างร่วมกันกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ภาชนะรับประทานอาหาร เนื่องจากจะเป็นการแพร่กระจาย รับเชื้อ สามารถส่งต่อไปได้ หากตัวผู้ป่วยเบาหวานกังวลว่าจะมีการติดเชื้อ ควรวัดไข้เช้าและเย็น ถ้ามากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน มีอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือมีความเสี่ยงที่ไปรับเชื้อให้รีบปรึกษาแพทย์</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">การปฏิบัติตัวที่จำเพาะในผู้เป็นเบาหวาน</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี&nbsp;ด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย มีกิจกรรมทางกายในบ้านให้เหมาะสม ควรตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเองที่บ้านบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในเบาหวานชนิดที่1 และ เบาหวานที่ฉีดยาอินซูลิน เพื่อจะได้รักษาให้ระดับน้ำตาลให้ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">2. รับประทานยาหรือฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตามแพทย์แนะนำ ไม่ขาดยา&nbsp;จึงควรมีการประเมินและนับปริมาณยาว่าเพียงพอหรือไม่ และจัดหาให้เพียงพอตลอดเวลา</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">3. รับประทานอาหารให้เพียงพอ เหมาะสม&nbsp;เพื่อคุมระดับน้ำตาล จำเป็นต้องดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ รวมถึงต้องมีการเก็บสำรองอาหารที่สามารถนำมาแก้ไขภาวะแทรกซ้อน เฉียบพลัน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำฉุกเฉินไว้ที่บ้านด้วย&nbsp;&nbsp;</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">4. ควรจะควบคุมน้ำหนักให้ดี ชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ&nbsp;ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็อาจหมายถึงการควบคุมตนเองได้น้อยลง รับประทานอาหารมาก แต่กิจกรรมทางกายน้อย หรือการมีภาวะน้ำหนักลดก็อาจหมายถึงภาวะน้ำตาลสูงเกิน อาจปรึกษาแพทย์ถ้าทำได้ เพื่อป้องกันภาวะะเจ็บป่วยฉุกเฉิน</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">5. เมื่อต้องเก็บตัวอยู่บ้านคนเดียว ควรมีเบอร์โทรศัพท์เพื่อแจ้งญาติ และครอบครัว หรือเพื่อนบ้านที่ไว้ใจ&nbsp;เพื่อช่วยเหลือกันในกรณีที่มีภาวะฉุกเฉิน หรือโทรฉุกเฉิน 1669</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ผู้ป่วยเบาหวานควรมาพบแพทย์อย่างน้อยกี่เดือนครั้ง ในสถานการณ์ COVID-19</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">การสำรองยานั้น ไม่มีข้อแนะนำที่แน่ชัด สำคัญ คือ ต้องมียาให้เพียงพอจนถึงวันที่นัดครั้งถัดไป ไม่เสี่ยงต่อการขาดยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1&nbsp; ในภาวะระบาดปัจจุบัน เพื่อลดการได้รับเชื้อใหม่ โดยปกติ แพทย์ที่ทำการดูแลจะเป็นผู้พิจารณา ถ้าผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดี อาจจะมีการนัดหมายที่นานกว่าปกติ เช่น 4-6 เดือน และใช้ระบบการติดตามรูปแบบอื่น ๆ เช่นการสื่อสารทางไกลกับแพทย์และทีมงานการรักษา แต่หากผู้ป่วยยังไม่สามารถควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับยา ให้การรักษาเพิ่มเติม ก็จำเป็นต้องมีการนัดหมายที่เร็วกว่าเดิม&nbsp; เพื่อแนะนำต่าง ๆ ผ่านระบบการสื่อสารทางไกล&nbsp; หรือ ระบบโทรศัพท์ ไลน์ หรือมาตรวจที่โรงพยาบาล ตามที่แพทย์เห็นสมควร</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยง</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ควรรับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ คาร์โบไฮเดรตจากข้าวแป้งในปริมาณที่เหมาะสม เน้นผักทุกชนิด โดยเฉพาะผักใบ สามารถรับประทานผลไม้ได้แต่ปริมาณ 1 ส่วนต่อมื้อ ปริมาณในการรับประทานให้เหมาะสมขึ้นกับชนิดของผลไม้ ถ้าผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน ลำไย ควรจะรับประทานให้น้อยตามส่วนหรือหลีกเลี่ยง เพราะผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลสูงหรือมีปริมาณน้ำตาลสูงสามารถส่งผลให้ระดับน้ำตาลหลังการรับประทานขึ้นไปสูงได้มากและรวดเร็ว นอกจากนี้ควรจำกัดอาหารบางชนิดในผู้เป็นเบาหวาน ได้แก่ อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง หรือปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน เป็นต้น&nbsp; ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ยาเบาหวาน และ คำแนะนำด้านอาหารที่ได้รับจากนักโภชนาการ และ แพทย์ผู้รักษา ให้ สมดุลย์กัน ในแต่ละมื้อแต่ละวัน</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">อาหารสำรองที่สามารถแก้ไขระดับน้ำตาลต่ำในเลือด</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">อาหารที่แนะนำให้นำมาใช้แก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำฉุกเฉิน คือ อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว&nbsp; ได้แก่ น้ำหวาน น้ำผึ้ง น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ลูกอม ซึ่งจะใช้เท่าที่จำเป็นเบื้องต้น ถ้ามีอาการของภาวะน้ำตาลต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะเลือดปลายนิ้ว ได้น้อยกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อย่างไรก็ตามหากคนไข้เบาหวานมีอาการของน้ำตาลต่ำ และ แก้ไขขั้นต้นเองไม่ดีขึ้นหรือ ที่รุนแรงเช่นหมดสติ ไม่แนะนำให้ป้อนอาหารใด ๆ เข้าทางปากของผู้ป่วยแต่ควรขอความช่วยเหลือจากสถานพยาบาลใกล้ ๆ โดยด่วน</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ดื่มน้ำให้เพียงพอ</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">การดื่มน้ำน้อยทำให้ความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ในร่างกายเสมือนว่ามากขึ้น ทำให้การทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ผิดสมดุลไป ในผู้เป็นเบาหวานโดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน&nbsp; หรือ เมื่อหลังออกกำลังกาย ร่างกายจะเสียเหงื่อออกไป โดยเฉพาะผู้ทีมีระดับน้ำตาลสูงจะให้ปัสสาวะบ่อย ยิ่งส่งเสริมให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานจึงควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอ</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">อันตราย ! หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่า 80-180 มก./ดล.</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">หากระดับน้ำตาลต่ำกว่า 80 มก./ดล.&nbsp;ผู้ป่วยกำลังจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ซี่งอาจจะเริ่มมีอาการใจสั่น เหงื่อแตก มือสั่น รู้สึกหวิว และอาจมากจนหมดสติและหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจเสียชีวิตได้</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือหากมีอาการดังกล่าวควรรับรับประทานน้ำตาล 15-30 กรัม ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีสติและทำตามสั่งได้ แนะนำให้เลือกรับประทาน 1 อย่าง เช่น ดื่มน้ำผลไม้ 180 ซีซี อมลูกอม 3 เม็ด น้ำผึ้งหรือน้ำหวานเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น แต่หากคนไข้หมดสติหรือทำตามสั่งในการกลืนอาหารไม่ได้จะต้องรับขอความช่วยเหลือหรือพามาสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">หากระดับน้ำตาลสูงกว่า 180 มก./ดล. ให้สำรวจร่างกายว่ามีความผิดปกติ หรือเจ็บป่วยไม่สบายหรือไม่ สำรวจพฤติกรรมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะไม่มีอาการใด ๆ แต่ระดับน้ำตาลระดับนี้จะกดการทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะเสี่ยงการติดเชื้อมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนน้ำตาลสูงฉับพลันได้ถ้าไม่แก้ไข</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ดังนั้นผู้เป็นควรปรับการรับประทานอาหาร เพิ่มกิจกรรมทางกาย รับประทานยาและฉีดยาอย่างสม่ำเสมอ มีการติดตามค่าน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ท่านสามารถติดต่อปรึกษาศูนย์เบาหวาน ในเวลาราชการ หรือผ่านช่องทางระบบสื่อสาร และนัดหมายปรึกษาทีมแพทย์เจ้าของไข้ หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน ในการปรับยาและการรักษาเบื้องต้น</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">สำหรับผู้เป็นเบาหวาน รพ.ศิริราช เรามี&nbsp;&quot;ศูนย์เบาหวานศิริราช&quot;&nbsp;คอยดูแลท่านด้วยบริการครบวงจร และแม้ว่าในช่วงนี้ (ไปจนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น) ศูนย์เบาหวานศิริราช จะงดให้บริการ&nbsp; ยกเว้น การบริการติดตาม DSMES ผู้เป็นเบาหวานรายเดิมทางโทรศัพท์ และท่านยังสามารถติดต่อสอบถาม ปรึกษาเกี่ยวกับเบาหวานได้ที่ โทร. 0 2419 9568 ต่อ 101-102 เวลา 09.00 - 14.00 น. ในวันราชการ&nbsp; และ กรณีที่มีนัดหมาย ศูนย์เบาหวานศิริราช จะโทรแจ้งเลื่อนนัดหมายทางโทรศัพท์ล่วงหน้า ก่อนถึงวันนัดหมาย&nbsp; หรือท่านสามารถโทรศัพท์มาสอบถามได้ตามหมายเลขข้างต้นครับ</font></font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20210506b955b658faa6f9732006ef7e4b38dc7d123447.jpg' type='image/jpg' length='90126' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/302</link>
<guid isPermaLink="false">416c5f108d453dbf299daf5f4ea94e4f</guid>
<pubDate>Thu, 06 May 2021 12:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p><font>สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น &nbsp;เป็นสถานการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อเนื่องให้กับสังคมมาอย่างยาวนาน สิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนความหวังของคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย ที่จะเข้ามาช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น นั่นคือ วัคซีนป้องกันโควิด-19</font></p>

<p><font>ขณะนี้ประเทศไทยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข้ามาแล้ว รวมทั้งได้เริ่มทำการฉีดให้กับ 4 กลุ่มนำร่องที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับวัคซีนก่อน ประกอบด้วย บุคลากรด่านหน้าและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ หรือหากได้รับเชื้อแล้ว มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงได้</font></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><font>นส่วนของกลุ่มบุคคลที่มีโรคประจำตัว ซึ่งถือเป็นกลุ่มนำร่องที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ดังนี้</font></p>

<p><font>1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง</font></p>

<p><font>2. โรคหัวใจและหลอดเลือด</font></p>

<p><font>3. โรคไตวายเรื้อรัง</font></p>

<p><font>4. โรคหลอดเลือดสมอง</font></p>

<p><font>5. โรคอ้วน</font></p>

<p><font>6. โรคมะเร็ง</font></p>

<p><font>7. โรคเบาหวาน</font></p>

<p><font>ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้เป็นกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส คลุกคลี หรือติดต่อ ผ่านตัวนำโรค (พาหะ) หรือสารคัดหลั่งต่างๆ แต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆสะสมอาการ ค่อยเกิด ค่อยทวีความรุนแรง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ซึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มนี้ หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ</font></p>

<p><font>นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)&nbsp;กล่าวว่า การจัดสรรการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19&nbsp; เพื่อป้องกันภาวะอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะจัดสรรตามกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหนักและเสียชีวิต ร่วมกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับเชื้อสูง เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับผู้คนจำนวนมาก โดยสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการรับวัคซีน คือ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน และปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฉีด หากมีอาการเจ็บป่วย ยังไม่ควรทำการฉีด ส่วนการปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีน ก็คือ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามปกติ โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง เพราะถึงแม้จะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ก็มีโอกาสแพร่เชื้อและรับเชื้ออยู่ เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนที่วัดผลได้ในขณะนี้ คือ สามารถรลดโอกาสเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่ยังไม่สามารถวัดผลในเรื่องลดโอกาสในการติดเชื้อได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพัฒนาต่อยอดต่อไปในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสุงสุดในการป้องกันและควบคุมโรค ดังนั้น&nbsp;สิ่งที่จะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด คือ หลัก 4 เสา ประกอบด้วย วัคซีน การล้างมือ การสวมหน้ากาก และการเว้นระยะห่างทางสังคม</font></p>

<p><font>นพ.ทักษพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของอาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีน และผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีน&nbsp; ในส่วนของผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีนนั้น มักเกิดจากความวิตกกังวล ความเครียด หรือสภาพจิตใจของผู้รับวัคซีน เช่น เป็นลม &nbsp;ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนนั้น อาจพบได้ แต่มักจะพบในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งถือเป็นข่าวดีว่า ร่างกายของเราตอบสนองกับวัคซีน เช่น ปวดเมื่อย หรือมีไข้ต่ำ ๆ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ กลุ่มที่มีอาการแพ้รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันที ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรอสังเกตอาการเป็นเวลา 30 นาทีหลังฉีด ซึ่งจะทำให้สามารถทำการรักษาได้ทัน</font></p>

<p><font>ทั้งนี้ ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน ซึ่งแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน ขอให้ทุกคนอดใจรอ และช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค อย่างการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อพาสังคมไทยกลับสู่สภาวะปกติไปด้วยกัน นพ.ทักษพล กล่าว</font></p>

<p><font>นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)&nbsp;กล่าวว่า การจัดสรรการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19&nbsp; เพื่อป้องกันภาวะอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะจัดสรรตามกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหนักและเสียชีวิต ร่วมกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับเชื้อสูง เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับผู้คนจำนวนมาก โดยสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการรับวัคซีน คือ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน และปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฉีด หากมีอาการเจ็บป่วย ยังไม่ควรทำการฉีด ส่วนการปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีน ก็คือ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามปกติ โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง เพราะถึงแม้จะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ก็มีโอกาสแพร่เชื้อและรับเชื้ออยู่ เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนที่วัดผลได้ในขณะนี้ คือ สามารถรลดโอกาสเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่ยังไม่สามารถวัดผลในเรื่องลดโอกาสในการติดเชื้อได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพัฒนาต่อยอดต่อไปในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสุงสุดในการป้องกันและควบคุมโรค ดังนั้น&nbsp;สิ่งที่จะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด คือ หลัก 4 เสา ประกอบด้วย วัคซีน การล้างมือ การสวมหน้ากาก และการเว้นระยะห่างทางสังคม</font></p>

<p><font>นพ.ทักษพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของอาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีน และผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีน&nbsp; ในส่วนของผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีนนั้น มักเกิดจากความวิตกกังวล ความเครียด หรือสภาพจิตใจของผู้รับวัคซีน เช่น เป็นลม &nbsp;ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนนั้น อาจพบได้ แต่มักจะพบในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งถือเป็นข่าวดีว่า ร่างกายของเราตอบสนองกับวัคซีน เช่น ปวดเมื่อย หรือมีไข้ต่ำ ๆ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ กลุ่มที่มีอาการแพ้รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันที ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรอสังเกตอาการเป็นเวลา 30 นาทีหลังฉีด ซึ่งจะทำให้สามารถทำการรักษาได้ทัน</font></p>

<p><font>ทั้งนี้ ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน ซึ่งแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน ขอให้ทุกคนอดใจรอ และช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค อย่างการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อพาสังคมไทยกลับสู่สภาวะปกติไปด้วยกัน นพ.ทักษพล กล่าว</font></p>

<p><font>แม้เราจะยังไม่รู้ว่าโรคโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน สสส. จะขอทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สร้างสังคมไทยให้ปลอดภัยและเป็นสังคมแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน</font></p>

<p><font>เหนือสิ่งอื่นใด การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอนับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกายแล้ว</font></p>

<p><font>หากใครสนใจสื่อความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 ที่ สสส. จัดทำ สามารถดาวน์โหลดฟรี และติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่&nbsp;<a href="https://www.thaihealth.or.th/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94">www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด</a></font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/2021050635924d8f580752785217e1fc1db2ec38122503.jpg' type='image/jpg' length='46736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เรื่องน่ารู้ หลังฉีดวัคซีน COVID-19]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/286</link>
<guid isPermaLink="false">86f7ba872df6f9dd4dc238c3abd7d2a2</guid>
<pubDate>Sat, 27 Jun 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">การฉีดวัคซีน&nbsp;COVID-19<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในประเทศไทยมีวัคซีนจากบริษัท AstraZeneca และ Sinovac ซึ่งทั้ง 2 วัคซีนมีประสิทธิภาพดีไม่ต่างกัน แต่สามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลังจากฉีดได้เป็น 2 กรณี ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. อาการที่สามารถคาดเดาได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ปวด บวม แดงร้อน บริเวณที่ฉีด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนน้อยบางราย มีอาการไข้สูง ต้องนอนพัก 2-3 วัน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ส่งผลรุนแรงต่อร่างกาย เมื่อมีอาการ สามารถกินยาลดไข้ได้ตามปกติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. อาการที่ไม่สามารถคาดเดาได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - อาการแพ้วัคซีน พบได้น้อยมาก มีทั้งแบบรุนแรงและไม่รุนแรง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - อาการที่แพ้รุนแรง ซึ่งมักจะพบได้ภายใน 30 นาที หลังฉีดวัคซีน เช่น หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีผื่น ผื่นลมพิษ หน้าบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน &nbsp;อาการเหล่านี้จะรุนแรงมาก หากเกิดหลังจากการฉีดวัคซีน 30 นาที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้นควรสังเกตอาการหลังจากการฉีดวัคซีน COVID-19 ภายใน 30 นาที ในสถานพยาบาลที่ท่านรับการฉีด ซึ่งหากมีอาการแพ้เกิดขึ้น ก็สามารถทำการฉีดยาแก้แพ้ และให้การรักษาได้ทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว ควรสังเกตอาการต่อที่บ้าน ซึ่งหากเกิดอาการหลังได้รับวัคซีนมากกว่า 30 นาที&nbsp; อาการมักไม่รุนแรง แต่จำเป็นต้องบันทึกความผิดปกติทุกอย่างที่พบหลังจากการฉีดวัคซีนลงใน Application หมอพร้อม</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ผู้ที่มีประวัติการแพ้ สามารถฉีดวัคซีน&nbsp;COVID-19 ได้หรือไม่?<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไม่ว่าจะมีประวัติแพ้อะไรก็ตาม แต่ไม่ได้แพ้วัคซีน COVID-19 สามารถฉีดวัคซีน COVID-19 ได้ตามปกติ หลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้ว ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้รุนแรงในอดีต ก็สามารถมีอาการแพ้วัคซีน COVID-19 มากกว่าคนที่ไม่มีประวัติแพ้ต่างๆมาก่อน แต่ก็ไม่จำเป็นว่าผู้ที่มีประวัติแพ้ต่าง ๆ จะแพ้วัคซีน COVID-19</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ต่าง ๆ สามารถกินยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ง่วงนอน 30 นาที - 1 ชั่วโมง ก่อนการรับวัคซีน COVID-19 ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้เล็กน้อยไปได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ &nbsp;เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ หากติดเชื้อ COVID-19 แล้ว มักจะมีอาการรุนแรง ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 และควรปรึกษาจากแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีด</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีน&nbsp;COVID-19 ได้หรือไม่ ?<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ COVID-19 และมีอาการรุนแรง แต่ในปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีน &nbsp;COVID-19 &nbsp;ในหญิงตั้งครรภ์ &nbsp;ยกเว้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง อาจจะพิจารณาเป็นรายบุคคล &nbsp;โดยวัคซีนบางตัวมีความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ แต่สำหรับวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยยังต้องการข้อมูลความปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์เพิ่มเติมก่อนที่จะอนุมัติให้ใช้ทั่วไป</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สุดท้ายนี้หากท่านมีโอกาสได้รับวัคซีน&nbsp;COVID-19&nbsp;ขอแนะนำให้รีบไปรับการฉีดวัคซีน&nbsp;COVID-19 เร็วที่สุด หากเราได้รับวัคซีน COVID-19 ครบแล้ว จะป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อ COVID-19&nbsp;ได้และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่หลังจากฉีดวัคซีน COVID-19 แล้ว&nbsp; ยังจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง เพราะอาจจะมีการติดเชื้อ แบบไม่มีอาการ และไม่รุนแรงเกิดขึ้นได้ จนกว่าจำนวนประชากรในประเทศไทยจำนวนมาก หรือเกือบทั้งหมด จะได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 แล้ว เราถึงจะถอดหน้ากากพร้อมๆ กันได้</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">วัคซีน&nbsp;COVID-19 กับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดพร้อมกันได้หรือไม่ หรือควรฉีดอะไรก่อน ?<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ควรรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่กับวัคซีน COVID-19 พร้อมกัน แนะนำควรฉีดห่างกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ&nbsp;หากสามารถเลือกฉีดวัคซีน&nbsp;COVID-19 ได้ก่อน ควรเลือกฉีดวัคซีน COVID-19 เป็นอย่างแรก&nbsp;หรือหากยังไม่สามารถได้รับวัคซีนในเร็วๆ นี้ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไปก่อน</font></font></p>

<p><font><font face="Tahoma" size="4">ผู้ที่เคยเป็น&nbsp;COVID-19 ยังต้องฉีดวัคซีนอีกหรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ควรฉีดวัคซีน COVID-19 หลังจากหายป่วยจาก COVID-19 แล้วอย่างน้อย 3-6 เดือน และฉีดเพียงเข็มเดียวก็เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้อยู่ยาวนาน</font></font></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202105064adfa1e5c9c74a01a94be99bb5290537123251.jpg' type='image/jpg' length='58495' />
</item>
</channel>
</rss>
