<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[เที่ยววิถีไทย]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/343</link>
<atom:link href="https://angthong.prd.go.th/th/content/category/index/id/343" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พระตำหนักคำหยาด]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/215168</link>
<guid isPermaLink="false">5d11ad590da8a840b770f3fb511e0aed</guid>
<pubDate>Fri, 15 Sep 2023 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p align="center"><b>พระตำหนักคำหยาด</b><b></b></p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา ก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สภาพปัจจุบันมีเพียงผนัง 4 ด้าน แต่ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรม เช่น ลวดลายประตูซุ้มจรนำ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่าเมื่อ พ.ศ.2450 ได้เสด็จมายังโบราณสถานแห่งนี้และทรงมีพระราชหัตถเลขาอรรถาธิบายไว้ว่าเดิมทีทรงมีพระราชดำริว่า ขุนหลวงหาวัด (เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต) ทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทอง แล้วสร้างพระตำหนักคำหยาดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อจำพรรษาเนื่องจากมีชัยภูมิที่เหมาะสม ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นตัวพระตำหนักสร้างด้วยความประณีตสวยงามแล้ว พระราชดำริเดิมก็เปลี่ยนไป ด้วยทรงเห็นว่าไม่น่าที่ขุนหลวงหาวัดจะทรงมีความคิดใหญ่โตสร้างสร้างที่ประทับชั่วคราวหรือที่มั่นในการต่อสู้ให้ดูสวยงามเช่นนี้ ดั้งนั้นจึงทรงสันนิษฐานว่า พระตำหนักนี้คงจะสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมโกศ เพื่อเป็นที่ประทับแรม เนื่องจากมีพระราชนิยมเสด็จประพาสเมืองแถบนี้อยู่เนือง ๆ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างที่ประทับไว้ที่บางปะอิน ขณะที่กรมขุนพรพินิตผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ ได้ทรงนำข้าราชบริพารกับพระภิกษุที่จงรักภักดีต่อพระองค์ออกจากพระนครศรีอยุธยามาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ทองและประทับอยู่ที่ตำหนักคำหยาดนี้เพื่อไปสมทบกับชาวบ้านบางระจัน ปัจจุบันนี้กรมศิลปากรได้บูรณะและขึ้นทะเบียนพระตำหนักคำหยาดเป็นโบราณสถานไว้แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พระตำหนักคำหยาด ตั้งอยู่ที่ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองประมาณ 9 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายอ่างทอง-โพธิ์ทอง อยู่ถัดจากวัดโพธิ์ทองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตรบนถนนสายเดียวกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20230915b939183092826552d39c70e8c0be43e4133712.jpg' type='image/jpg' length='19997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบ้านพราน]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/15948</link>
<guid isPermaLink="false">63ded579dcedd9b34f1a0b8e4510254b</guid>
<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 19:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด มีเพียงคำบอกเล่าจากหลวงปู่ชัยมงคลว่า ผู้ที่สร้างวัดบ้านพราน คือ สองสามีภรรยาและบุตรชาย ชื่อ นายพาน นางเงิน และนายกระปุกทอง ในระหว่างปี พ.ศ.1826-1870 หรือประมาณปลายสมัยกรุงสุโขทัย จากนั้นวัดถูกทิ้งร้างไว้เป็นเวลากว่าร้อยปี ต่อมามีพวกนายพรานมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณดังกล่าวจึงได้ช่วยกันบูรณะวัดขึ้นมาใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภายในวิหารประดิษฐาน &ldquo;หลวงพ่อไกรทอง&rdquo; พระพุทธรูปศิลาแลงเก่าแก่ที่ชาวบ้านเคารพและเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถปกป้องภยันตรายแก่ผู้ที่มาสักการะ มีประวัติที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นผู้สร้างหลวงพ่อไกรทองขึ้นที่เมืองสุโขทัย แล้วถอดมาประกอบไว้ที่วัดบ้านพรานเพื่อให้เป็นพระประธานของวัด เมื่อถึงวันดีเวลาเที่ยงคืนจะมีไฟลุกสว่างโชติช่วงเป็นนิมิตรหมายอันดีแก่ผู้พบเห็น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เนื่องจากวัดบ้านพรานมีความเก่าแก่ จึงมีวัตถุโบราณมากมาย บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา มีพระพุทธรูปหลายยุคสมัย จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ศรีบ้านพรานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังโบสถ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัดบ้านพราน ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีพราน อำเภอแสวงหา จากอ่างทองใช้ทางหลวงหมายเลข 3064 (อ่างทอง-แสวงหา) ประมาณ 21 กิโลเมตร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20210423c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b193415.jpg' type='image/jpg' length='35185' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดไชโย]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/4124</link>
<guid isPermaLink="false">b9afd5ef5a62fbb7002f7220daa2d6bf</guid>
<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp;เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท เดิมเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ มีนามว่า วัดไชโย ครั้นเมื่อสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตารามได้เลือกวัดนี้เป็นที่สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ตั้งอยู่กลางแจ้ง กล่าวว่าการก่อสร้างพระพุทธรูปนี้ใช้เวลานานเกือบ 3 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงเสร็จ แล้วสมเด็จพุฒาจารย์ได้ถวายวัดไชโยเป็นวัดหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า &ldquo;วัดเกษไชโย&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใน พ.ศ.2430 มีการปฏิสังขรณ์วัดเกษไชโยทั้งพระอาราม ทำให้พระพุทธรูปได้รับแรงกระเทือนจากการก่อสร้างพระวิหารก็พังทลายลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ทดแทนโดยโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการเป็นแม่กองช่าง โดยรื้อองค์พระเดิมออกหมด วางรากฐานก่อสร้างใหม่ใช้โครงเหล็กรัดอิฐปูนไว้ภายในลดขนาดจากองค์เดิมลงพระพุทธรูปองค์นี้ได้รับพระราชทานนาม &ldquo;พระมหาพุทธพิมพ์&rdquo; ขนาดหน้าตักกว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูง 11 วา ศอก 7 นิ้ว และโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดไชโยให้เป็นพระอารามหลวง นอกจากนี้ยังมีการก่อ พระวิหาร สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาทางด้านหน้า มีศาลาราย กำแพงแก้ว ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลารายกลางวัด ศาลาท่าน้ำ รวมเวลาการปฏิสังขรณ์นานถึง 8 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พระวิหาร มีความสูงใหญ่มากแห่งหนึ่ง รูปทรงแปลกตา ด้านนอกมีรูปทวารบาลลายรดน้ำ เป็นรูปเสี้ยวกวาง เสาหารด้านหน้า-หลังพระวิหารมีขนาดใหญ่โตมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภายในพระอุโบสถ พระประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นปางสมาธิ ผนังทุกด้านมีภาพจิตรกรรมฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องพุทธประวัติ ภาพเหล่าทวยเทพที่วิจิตรงดงาม ยังอยู่ในสภาพที่ดี บานประตูแกะสลักอย่างประณีต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ ได้แก่ พระมหาพุทธพิมพ์ หรือที่เรียกว่า หลวงพ่อโต เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะที่โดดเด่นกว่ายุคสมัยที่ไม่ยึดแนวอุดมคติตายตัว พระพักตร์และพระกรรณจึงเหมือนคนธรรมดามากกว่า มีริ้วรอยย่นของ สบง จีวร ชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากจะเป็นวัดสำคัญของอำเภอไชโยแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนรู้จักวัดนี้เป็นอย่างดี ได้แก่ &ldquo;พระสมเด็จเกษไชโย&rdquo; พระเครื่องที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพุทธคุณนานัปการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัดไชโยวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลไชโย อำเภอไชโย จากอ่างทองใช้ทางหลวงหมายเลข 309 (อ่างทอง-สิงห์บุรี) ประมาณ 17 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาบริเวณสถานีตำรวจภูธรตำบลไชโยอีกประมาณ 300 เมตร จะถึงจุดหมาย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20210423c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b162539.jpg' type='image/jpg' length='47190' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดขุนอินทประมูล]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/4122</link>
<guid isPermaLink="false">b14fcfaee195a273deccdc17e521d459</guid>
<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;สร้างในสมัยสุโขทัย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากวัดบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาว 50 เมตร มีชื่อว่า &ldquo;พระศรีเมืองทอง&rdquo; องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยเดียวกัน เดิมพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ในวิหาร แต่ต่อมาหักพังหมดเหลือแต่เสาจึงมองดูคล้ายประดิษฐานบนโคกดิน ชาวบ้านจึงเรียกว่า โคกพระนอน เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 1 วัดนี้ถูกไฟเผาและกลายเป็นวัดร้างกว่า 100 ปี ต่อมาสมัยพระเจ้าบรมโกศได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์และมีการบูรณะอีกครั้งในสมัยราชการที่ 5 ปัจจุบันองค์พระพุทธไสยาสน์อยู่กลางแจ้ง อาคารพังหมดแล้วเหลือแต่เสาด้านหน้าพระประธานเป็นลานกว้าง ด้านปลายพระบาทเป็นกลุ่มกุฏิสร้างขึ้นใหม่ ทางลานด้านตะวันตกถัดจากถนนเป็นอาคารโบราณตั้งอยู่บนเนินสูง บนเนินมีซากวิหารที่เหลือแต่ผนังก่ออิฐและเจดีย์เล็ก ๆ 2 องค์ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงหน้าพระนอนมีรูปปั้นของชายคนหนึ่ง เล่ากันว่าเป็นรูปปั้นของขุนอินทประมูล นายอากรที่ยักยอกเงินหลวงนำไปสร้างวัด ครั้นพอทราบถึงพระมหากษัตริย์ทรงสอบสวน ขุนอินทประมูลไม่ยอมพูดอะไร จึงถูกลงโทษโดนเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า &ldquo;วัดขุนอินทประมูล&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัดขุนอินทประมูล ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง ไปตามเส้นทางสายอ่างทอง-โพธิ์ทอง ประมาณ 7 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตรกว่าอยู่ทางขวามือ</p>

<p>&nbsp;</p>

<ol>
</ol>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202104237c600eab952df63096794c9669d4b0e9161830.jpg' type='image/jpg' length='144755' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดต้นสน จังหวัดอ่างทอง]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/4121</link>
<guid isPermaLink="false">06eba9acc11b507191ab9d3ee9735de3</guid>
<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณปี พ.ศ.2310 แต่ไม่มีการจดบันทึกประวัติเป็นหลักฐานแน่ชัด จึงเล่าสืบต่อกันมาว่า วัดชำรุดทรุดโทรมมากเกือบจะกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาในปี พ.ศ.2488 พระราชสุวรรณโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง ได้บูรณะก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นและขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พระราชสุวรรณโมลี ได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่นามว่า &ldquo;สมเด็จพระพุทธนวโลกุตร ธัมมบดีศรีเมืองทอง&rdquo; หรือ &ldquo;สมเด็จพระศรีเมืองทอง&rdquo; พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนอ่างทองและใกล้เคียงเคารพนับถือมาก มีพุทธศิลป์สวยงามเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง หล่อด้วยทองเหลืองหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก 19 นิ้ว ปิดทองคำแท้ทั้งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ในการประกอบพิธีสวมพระเกตุสมเด็จพระศรีเมืองทอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2528<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์ศิลปะอยุธยา ประดิษฐานหลวงพ่อดำพระพุทธรูปศิลปะสมัยอยุธยาอายุกว่าร้อยปี วิหารพระพุทธชินราช ประดิษฐานพระพุทธชินราช (จำลอง) และมีสมเด็จพระศรีเมืองทองเงิน พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณประตูทางเข้าวัด ให้พระพุทธศาสนิกชนได้แวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัดต้นสน ตั้งอยู่ที่ตำบลบางแก้ว ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก อยู่ในเขตเทศบาลเมืองอ่างทอง ตรงข้ามกับวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202104237d93f799e09bf475c7048c0e98ecc14d161131.jpg' type='image/jpg' length='117358' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสามโก้]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/15949</link>
<guid isPermaLink="false">d78f5d049b782cb2d72c71efe6eaf504</guid>
<pubDate>Fri, 23 Apr 2021 19:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ที่วัดสามโก้ ตำบลสามโก้ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ได้ปลูกสร้างโบสถ์โดยใช้วัสดุหินล้างในการตกแต่งเป็นพื้นผิวของโบสถ์ทั้งหลัง สร้างความแปลกตาให้แก่ผู้พบเห็น โดยคำนึงถึงการดูแลรักษาโบสถ์ ป้องกันนกพิราบมาอาศัยทำรัง โดยสร้างขึ้นเมื่อปี 2552 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 9 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างตัวโบสถ์ 5 ล้าน และการตกแต่งภายใน 4 ล้านบาท</p>

<p>พระครูสิริวุฒิกิจ เจ้าอาวาสวัดสามโก้ เปิดเผยว่า วัดสามโก้ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีอายุประมาณ 180 ปี โดยมีการบูรณะปฎิสังขรณ์กันเรื่อยมาจนถึงในยุคปัจจุบันและได้มีการจัดสร้างอุโบสถหลังใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีรูปทรงที่แปลก สาเหตุหลักคือ คำนึงถึงการดูแลรักษาให้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<ol>
</ol>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202104236f94ff9bfd01ee4e72bb8b28f3358a04193847.jpg' type='image/jpg' length='41431' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดม่วง จังหวัดอ่างทอง]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/4123</link>
<guid isPermaLink="false">3a7f5611aec353d9375bfa8c8e3861ac</guid>
<pubDate>Fri, 23 Apr 2021 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp; &nbsp;เดิมเป็นวัดร้าง สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต่อมาเมื่อเสียกรุง พม่าได้เผาผลาญบ้านเรือน วัด และพระพุทธรูปจำนวนมาก วัดม่วงจึงเหลือแค่ซากปรักหักพัง จนกระทั่งท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ) ได้ธุดงค์มาปักกลดเห็นว่าเป็นสถานที่ที่น่าปฏิบัติธรรม ในระหว่างนั่งสมาธินั้น ท่านได้ปรากฏนิมิตเห็นองค์หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดงบอกว่าให้ช่วยบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ หลังจากนั้นท่านจึงได้เริ่มการปฏิสังขรณ์ศาสนสถานต่าง ๆ เรื่อยมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังจากนั้นวัดม่วงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดม่วง หลวงพ่อเกษมจึงรวบรวมจิตอธิษฐานร่วมกับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาสมทบทุนในการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระนามว่า &ldquo;พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ&rdquo; มีขนาดหน้าตักกว้าง 62 เมตร สูง 93 เมตร พุทธลักษณะงดงามสีทองอร่าม สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นถึง 16 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โบสถ์วัดม่วงมีความวิจิตรงดงามใหญ่โต แปลกตาด้วยการล้อมรอบด้วยกลีบบัวปูนปั้นที่สวยงาม และใหญ่ที่สุดในโลก ภายในมีภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้า ส่วนบริเวณรอบ ๆ วัดมีรูปปูนปั้นพระอรหันต์ เทพเจ้าต่าง ๆ ทั้งจีนและพราหมณ์ มีการจำลองเมืองนรก-สวรรค์ ที่แฝงไปด้วยคติสอนใจ และเหตุการณ์สำคัญของค่ายบางระจัน ให้ผู้ที่เดินทางมานมัสการได้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ควรจดจำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัดม่วง ตั้งอยู่ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร ตามถนนสายอ่างทอง-สุพรรณบุรี จากอ่างทองใช้ทางหลวงหมายเลข 3195 (อ่างทอง-วิเศษชัยชาญ) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน รพช. อท. 4008 อีก 1 กิโลเมตร&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/202104233dae458ab0efd3115d4db42c76fcb47c155513.jpg' type='image/jpg' length='82060' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดป่าโมก]]></title>
<link>https://angthong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/343/iid/4120</link>
<guid isPermaLink="false">bf1b0e17e6ffce0f00c00d998f4c6d2b</guid>
<pubDate>Fri, 23 Apr 2021 14:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://angthong.prd.go.th/cms/s1/u1/Template/logo-footer.png" style="width: 277px; height: 110px;" /></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ป็นวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัย เดิมเรียกว่าวัดใต้ท้ายตลาด วัดป่าโมกมีสิ่งสำคัญหลาย ๆ ประการ คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมอยุธยาตอนปลายโดยแท้ มีรูปทรงหลังคาเป็นฐานวิหารอ่อนโค้งรูปสำเภา ไม่สูงมากนักเป็นหลังคาลด 2 ชั้น ต่อด้วยปีกนกด้านละ 2 แถบ มี 9 ห้อง เจาะช่องหน้าต่างด้านละ 7 บาน ด้านหน้าเจาะเป็นประตู ทางเข้าประตูเขียนลายรดน้ำลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ก้านแย่งยอดพระพุทธไสยาสน์ ก่อด้วยอิฐปูนปั้นลงรักปิดทองทั้งองค์ นอนตะแคงขวาแบบสีหไสยา มีความยาวจากพระเมาลีถึงพระบาท 22 เมตร พระเศียรหนุนพระเขนย รูปทรงกระบอก 3 ใบ ลดหลั่นกันจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กแล้วคลุมด้วยผ้าทิพย์จัดเป็นผ้าทิพย์ที่มีลวดลายวิจิตรงดงามที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีขนาด 5 ห้อง หลังคาลดหลั่น 2 ชั้น หน้าพระอุโบสถใต้หน้าบันมีหลังคาคลุมแบบ &ldquo;จั่นหับ&rdquo; มีประตูทางเข้า 2 ประตู หน้าต่างด้านละ 3 บาน เขียนลายรดน้ำ ส่วนรอบนอกพระอุโบสถมีใบเสมาเป็นของเก่าในสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นหินชนวนตั้งอยู่บนฐานดอกบัว และฐานสิงห์ ในสมัยอยุธยาตอนปลายเรียกว่า &ldquo;เสมานั่งแท่ง&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วิหารเขียนมีขนาด 7 ห้อง หลังคาลด 2 ชั้น ใต้หน้าบันด้านหน้าปิดผนังทึบมีเสาแบนหรือเสาอิง 2 ตัน มีหลังคาคลุมลดลงมารองรับด้วยเสา 4 ต้น ที่เรียกว่า &ldquo;จั่นหับ&rdquo; ผนังรอบวิหารมีเสาอิงประดับระหว่างประตูหน้าต่าง บัวหัวเสาเป็นบัวจงกลปูนปั้น สันนิษฐานว่าเดิมเป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าท้ายสระในคราวเสด็จชะลอพระพุทธไสยาสน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มณฑป ก่อด้วยอิฐฉาบปูน หน้าบันมีลวดลายปูนปั้นรอบมณฑป ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอยสลักด้วยหิน ซึ่งวัดป่าโมกวรวิหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัดป่าโมกวรวิหาร ปัจจุบันเป็นวัดหลวงชั้นวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เลยตลาดป่าโมกประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพินิจธรรมสารอาจจะใช้เส้นทางเดินทางโดยใช้เส้นทางอยุธยา-ป่าโมก-อ่างทอง และข้ามเรือจากวัดพินิจธรรมสารเพื่อชมบรรยากาศ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://angthong.prd.go.th/th/file/get/file/20210423c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b162147.jpg' type='image/jpg' length='170774' />
</item>
</channel>
</rss>
